โลกหนักแค่ไหน แต่ใจยังหนักกว่า
คงเป็นเหมือนกับผู้คนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบตรงๆ และ ทันใด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังดีที่ไม่ได้โชคร้ายเหมือนกับคนที่รู้จัก หรือข่าวคราวของหลายๆคนที่ออกมา เนื่องจาก ของที่ไปติดค้างอยู่ ไม่ใช่สินค้าเน่าเสีย และยังพอมีช่องทางขยับขยาย หาช่องทางเลื่อนเวลากันได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังเห็นใจหนักเป็นก้อนหินถ่วงอยู่ตลอดเวลา อาจจะยกเว้นตอนที่ลุกขึ้นมาช่วยทำพรีเซนเทชันเล็กๆ สำหรับงานแต่งงาน ที่ในใจดูมีรอยยิ้มชื่นบานเหมือนดอกไม้บานอยู่บ้าง ..^_^ เห็นได้สลับกันไปมาระหว่างใจหนักอึ้ง ๆ ทึบ ๆ กับใจที่ยิ้มๆ (และหลงด้วย ๐_o)
ดูใจหนักๆของตัวเองแล้วก็คิดไปถึง ความพยายามของมนุษย์ในการหาน้ำหนักของโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ เคยคิดเล่นๆ ตั้งแต่เด็กๆแล้วว่า ตัวเลขที่เห็นอยู่ตอนเรียนหนังสือ ว่า เส้นศุนย์สูตรโลกยาวเท่าไร หนึ่งเส้นรุ้ง เส้นแวง ของโลกวัดกันอย่างไร มีคนเอาปูนขาวไปโรยไว้ แล้วลากเอาหรืออย่างไร ใครหนอเป็นคนตีตารางไอ้เส้น เส้นแวงบนโลกลูกกลมๆ แล้วที่สำคัญแล้วทำอย่างไร จึงชั่งน้ำหนักลูกโลก แล้วบอกออกมาเป็นตัวเลขกันได้
แล้วใครนึกออกบ้าง โลกเราหนักประมาณ 6 พันล้าน พันล้านตัน เท่านั้นเอง ( เอาแบบเป๊ะๆ ก็คือ 5.98*10 ยกกำลัง 24 เท่านั้นเอง )
เห็นไหม คำนวณกันได้ขนาดนั้น เก่งจริงๆ
ที่จริงแล้ว ก็มาจากความพยายามของมนุษย์สมัยศตวรรษที่ 18-19 ทั้งหมด ตั้งแต่เดินเท้าทีละก้าว 333 กิโลเมตร เพื่อวัดระยะความยาวของเส้นเมอริเดียน เดินทางตัดผ่านป่าลึก ภูเขาสูง หรือ ทะเลน้ำแข็ง เพื่อวัดระยะอ้างอิงเส้น
รอบวงโลก แล้วก็ต้องขอบคุณไอแซค นิวตัน เจ้าของ Gravity Law กฏของแรงดึงดูด ที่เกิดจากการสังเกตง่ายๆ แต่ใช้อธิบายปรากฏการณ์แทบทุกอย่างในโลก ตั้งแต่น้ำขึ้น น้ำลง โลกหมุนรอบตัวด้วยอัตราเร่ง แล้วทำไมเราไม่ปลิวออกไปนอกโลก ฯลฯ โดยอธิบายโดยสรุปว่า วัตถุสองชิ้นขึ้นไปที่มวล จะเกิดแรงดึงดูดเกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นปฎิภาคผกผันกำลังสองกับระยะทางระหว่างวัตถุ คำนวณ เป็นสูตรได้ว่า F =Gmm/r^2
( แต่อันนี้คุณลุงไอสไตน์ในยุคหลังแกเถียงว่า “ Gravitation cannot be held responsible for two people falling in love ” ..ฮี่ๆๆ น่ารักจริงๆ)
คิดกันง่าย ถ้ารู้มวลของวัตถุใด วัตถุหนึ่งในโลก รู้ค่าคงที่แรงดึงดูดของโลก ( ค่า G จากคุณนิวตันเจ้าเดิมนั่นแหละ) เส้นรอบวง หรือรัศมีของโลก รู้ค่าแรงดึงดูดระหว่างวัตถุใดวัตถุหนึ่งกับโลก ฮูเร ..เราก็รู้น้ำหนักของโลกแล้ว
ฟังดูเหมือนงานง่าย แต่ที่จริงแล้วกว่าจะได้ตัวเลขออกมาช่างยากเย็นแสนเข็ญ จนคนจำนวนมากเกือบเอาชีวิตไปทิ้งในป่าเขา มหาสมุทร และทะเลน้ำแข็งขั้วโลก ในหลักการแล้ว ถ้าเราเอามวลก้อนหนึ่งมาชั่งน้ำหนักบนผิวโลก เพื่อหาน้ำหนักของมวล (F=ma) ค่าที่ได้คือ แรงดึงดูดระหว่างมวลของโลกและวัตถุ จากนั้นก็หาค่ามวลของโลกจากกฏแรงดึงดูดระว่างวัตถุ โดยเรารู้รัศมีของโลก จากความพยายาม อุตสาหะ ( และการแก่งแย่งชิงดี) ของนักวิทยาศาตร์ในศตวรรษที่ 19 เข้าสูตรคำนวณอันขี้เกียจอธิบาย ก็จะได้ออกมาเป็นตัวเลขอย่างที่ว่าไปละคะ
เล่ามาให้ยาวซะงั้นละคะ ที่จริงแล้วให้เถียงกันจริงๆ เรื่องน้ำหนัก ผู้รู้ทั้งหลายอาจจะเถียงกันได้อีกว่า น้ำหนักนั้นไม่ได้เป็นค่าที่มีอยู่จริง มันขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดในแต่ละที่ที่คุณอาศัยอยู่ ( แต่มวลนะมีอยู่นะ) ตัวอย่างเช่น ถ้าไปชั่งน้ำหนักที่ดวงจันทร์ น้ำหนักคุณจะเหลือแค่เพียง 1 ใน 5 ของที่ชั่งบนโลก เพราะดวงจันทร์มีแรงดึงดูด น้อยกว่าโลกประมาณ 5 เท่า
คล้ายๆน้ำหนักในใจเราเหมือนเรากันแฮะ บางทีก็เบาหวิว บางทีก็หนักอึ้ง ขึ้นอยู่กับมิติการรับรู้ของเราในขณะใดขณะหนึ่งนั้นเหมือนกัน ถ้าเราวางใจให้ถูกมุม น้ำหนักของเรื่องนั้นในใจเราก็หายวับไปในทันใด หรือบางทีถ้าเรามัวหลงแบกมันอยู่ มันก็หนักแสนหนัก โลกว่าหนักเท่าไร เราก็แบกมันไว้ได้ในใจของเรา
เหมือนกับปัญหาทุกปัญหาเหมือนกัน มันมีมวล ( mass) คือตัวปัญหาของมันอยู่ แต่น้ำหนักนั้นแปรเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้น้ำหนักไว้ในใจขนาดไหน ถ้าจัดการแยกเฉพาะแต่ตัวปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องแบกน้ำหนักในใจที่ไม่จำเป็น มีปัญหาก็แก้ไป แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องแบกมันไปด้วยเลย
สุขสันต์วันหยุด long weekend นะคะ
