Thursday, December 04, 2008

โลกหนักแค่ไหน แต่ใจยังหนักกว่า

อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องให้ดูใจตัวเองได้หลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องชื่นบานยินดี งานแต่งงานของพี่ที่รักเคารพคนหนึ่ง ที่นึกถึงทีไรก็เรียกรอยยิ้มได้ทุกคราวไป ในขณะเดียวกันสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา คงต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกเลยกระมัง ถึงกลุ่มผู้ประท้วงของไทย ที่ปิดยึดสนามบินของประเทศตัวเองซะงั้น

คงเป็นเหมือนกับผู้คนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบตรงๆ และ ทันใด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังดีที่ไม่ได้โชคร้ายเหมือนกับคนที่รู้จัก หรือข่าวคราวของหลายๆคนที่ออกมา เนื่องจาก ของที่ไปติดค้างอยู่ ไม่ใช่สินค้าเน่าเสีย และยังพอมีช่องทางขยับขยาย หาช่องทางเลื่อนเวลากันได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังเห็นใจหนักเป็นก้อนหินถ่วงอยู่ตลอดเวลา อาจจะยกเว้นตอนที่ลุกขึ้นมาช่วยทำพรีเซนเทชันเล็กๆ สำหรับงานแต่งงาน ที่ในใจดูมีรอยยิ้มชื่นบานเหมือนดอกไม้บานอยู่บ้าง ..^_^ เห็นได้สลับกันไปมาระหว่างใจหนักอึ้ง ๆ ทึบ ๆ กับใจที่ยิ้มๆ (และหลงด้วย ๐_o)

ดูใจหนักๆของตัวเองแล้วก็คิดไปถึง ความพยายามของมนุษย์ในการหาน้ำหนักของโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ เคยคิดเล่นๆ ตั้งแต่เด็กๆแล้วว่า ตัวเลขที่เห็นอยู่ตอนเรียนหนังสือ ว่า เส้นศุนย์สูตรโลกยาวเท่าไร หนึ่งเส้นรุ้ง เส้นแวง ของโลกวัดกันอย่างไร มีคนเอาปูนขาวไปโรยไว้ แล้วลากเอาหรืออย่างไร ใครหนอเป็นคนตีตารางไอ้เส้น เส้นแวงบนโลกลูกกลมๆ แล้วที่สำคัญแล้วทำอย่างไร จึงชั่งน้ำหนักลูกโลก แล้วบอกออกมาเป็นตัวเลขกันได้

แล้วใครนึกออกบ้าง โลกเราหนักประมาณ 6 พันล้าน พันล้านตัน เท่านั้นเอง ( เอาแบบเป๊ะๆ ก็คือ 5.98*10 ยกกำลัง 24 เท่านั้นเอง )

เห็นไหม คำนวณกันได้ขนาดนั้น เก่งจริงๆ

ที่จริงแล้ว ก็มาจากความพยายามของมนุษย์สมัยศตวรรษที่ 18-19 ทั้งหมด ตั้งแต่เดินเท้าทีละก้าว 333 กิโลเมตร เพื่อวัดระยะความยาวของเส้นเมอริเดียน เดินทางตัดผ่านป่าลึก ภูเขาสูง หรือ ทะเลน้ำแข็ง เพื่อวัดระยะอ้างอิงเส้น

รอบวงโลก แล้วก็ต้องขอบคุณไอแซค นิวตัน เจ้าของ Gravity Law กฏของแรงดึงดูด ที่เกิดจากการสังเกตง่ายๆ แต่ใช้อธิบายปรากฏการณ์แทบทุกอย่างในโลก ตั้งแต่น้ำขึ้น น้ำลง โลกหมุนรอบตัวด้วยอัตราเร่ง แล้วทำไมเราไม่ปลิวออกไปนอกโลก ฯลฯ โดยอธิบายโดยสรุปว่า วัตถุสองชิ้นขึ้นไปที่มวล จะเกิดแรงดึงดูดเกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นปฎิภาคผกผันกำลังสองกับระยะทางระหว่างวัตถุ คำนวณ เป็นสูตรได้ว่า F =Gmm/r^2

( แต่อันนี้คุณลุงไอสไตน์ในยุคหลังแกเถียงว่า “ Gravitation cannot be held responsible for two people falling in love ” ..ฮี่ๆๆ น่ารักจริงๆ)

คิดกันง่าย ถ้ารู้มวลของวัตถุใด วัตถุหนึ่งในโลก รู้ค่าคงที่แรงดึงดูดของโลก ( ค่า G จากคุณนิวตันเจ้าเดิมนั่นแหละ) เส้นรอบวง หรือรัศมีของโลก รู้ค่าแรงดึงดูดระหว่างวัตถุใดวัตถุหนึ่งกับโลก ฮูเร ..เราก็รู้น้ำหนักของโลกแล้ว

ฟังดูเหมือนงานง่าย แต่ที่จริงแล้วกว่าจะได้ตัวเลขออกมาช่างยากเย็นแสนเข็ญ จนคนจำนวนมากเกือบเอาชีวิตไปทิ้งในป่าเขา มหาสมุทร และทะเลน้ำแข็งขั้วโลก ในหลักการแล้ว ถ้าเราเอามวลก้อนหนึ่งมาชั่งน้ำหนักบนผิวโลก เพื่อหาน้ำหนักของมวล (F=ma) ค่าที่ได้คือ แรงดึงดูดระหว่างมวลของโลกและวัตถุ จากนั้นก็หาค่ามวลของโลกจากกฏแรงดึงดูดระว่างวัตถุ โดยเรารู้รัศมีของโลก จากความพยายาม อุตสาหะ ( และการแก่งแย่งชิงดี) ของนักวิทยาศาตร์ในศตวรรษที่ 19 เข้าสูตรคำนวณอันขี้เกียจอธิบาย ก็จะได้ออกมาเป็นตัวเลขอย่างที่ว่าไปละคะ

เล่ามาให้ยาวซะงั้นละคะ ที่จริงแล้วให้เถียงกันจริงๆ เรื่องน้ำหนัก ผู้รู้ทั้งหลายอาจจะเถียงกันได้อีกว่า น้ำหนักนั้นไม่ได้เป็นค่าที่มีอยู่จริง มันขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดในแต่ละที่ที่คุณอาศัยอยู่ ( แต่มวลนะมีอยู่นะ) ตัวอย่างเช่น ถ้าไปชั่งน้ำหนักที่ดวงจันทร์ น้ำหนักคุณจะเหลือแค่เพียง 1 ใน 5 ของที่ชั่งบนโลก เพราะดวงจันทร์มีแรงดึงดูด น้อยกว่าโลกประมาณ 5 เท่า

คล้ายๆน้ำหนักในใจเราเหมือนเรากันแฮะ บางทีก็เบาหวิว บางทีก็หนักอึ้ง ขึ้นอยู่กับมิติการรับรู้ของเราในขณะใดขณะหนึ่งนั้นเหมือนกัน ถ้าเราวางใจให้ถูกมุม น้ำหนักของเรื่องนั้นในใจเราก็หายวับไปในทันใด หรือบางทีถ้าเรามัวหลงแบกมันอยู่ มันก็หนักแสนหนัก โลกว่าหนักเท่าไร เราก็แบกมันไว้ได้ในใจของเรา

เหมือนกับปัญหาทุกปัญหาเหมือนกัน มันมีมวล ( mass) คือตัวปัญหาของมันอยู่ แต่น้ำหนักนั้นแปรเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้น้ำหนักไว้ในใจขนาดไหน ถ้าจัดการแยกเฉพาะแต่ตัวปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องแบกน้ำหนักในใจที่ไม่จำเป็น มีปัญหาก็แก้ไป แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องแบกมันไปด้วยเลย

สุขสันต์วันหยุด long weekend นะคะ

àÊÕ§¡ÃЫԺ - ÃÇÁÈÔŻԹ