Wednesday, February 18, 2009

ควันหลงวาเลนไทน์

Boozy Bitter Chocolate Truffles, or, I don't want to be your Valentine!

( Nor do I want you mine.)

เปล่าคะ.. ไม่ได้เป็นพวกองุ่นเปรี้ยวตลาดแตก หงุดหงิด หัวเสียอารมณ์ไม่ดี ที่วันเสาร์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ เห็นใครๆ เขาก็ออกไปกินข้าวนอกบ้านกันหมด หรือ เป็นเพราะว่า "เขา" หายไป ไม่ยักมาให้เห็นเหมือนเช่นเคย เลยต้องลุกขึ้นมาทำ Boozy Bitter Truffles แสนขม แสนอร่อย นี้กินเล่นแทนความขมจากน้ำตาแทน

เปล่าคะ ..หญิงสาวอย่างเรา ไม่ต้องรอชายหนุ่มส่งช็อกโกแล็ตมาให้เฉพาะวันวาเลนไทน์ แต่เราขอเลือกทำช็อกโกแล็ต ทรัฟเฟิล รสเข้มฉ่ำรัม ขมหวานติดปลายลิ้น เหมือนรักที่มีทั้งขมและหวาน และถ้าไม่ระวังตัว อาจจะเมาได้ง่าย เคลือบช็อกโกแล็ตครั้นชี่ที่เปลือก คล้ายๆกับความรักที่บอบบางแตกง่าย แล้วโรยหน้าสุดท้ายด้วยละอองขาวของไอซ์ซิ่ง ชูการ์ เหมือนรักแรก หวานใส

เอาไว้ทานเล่นในทุกวันของความรัก..

มาเริ่มกันเลยดีกว่า

สูตรคร่าวๆคะคราวนี้ เพื่อนหลายๆคน ชอบมาบ่นว่า ไม่ชอบทำขนมฝรั่งอย่างพวกเบอเกอรี่เพราะ ต้องทำตามสูตรเป๊ะๆ ทั้งเรื่องเวลา และ ส่วนผสม ไม่งั้นไม่อร่อยเหมือนต้นฉบับ ดังนั้นสาวๆ รักอิสระเสรีทั้งหลายเลยไม่ชอบ คราวนี้เลยเลือกทำขนมที่เราสามารถปรับเปลี่ยนความหวาน ความขม ของขนมได้ตามใจเรา คงคล้ายๆกับความรักของใครของมันเหมือนกันละคะ

1. (Very)Bitter Chocolate ประมาณ 3.6 Onz ฉันเลือกใช้ Lindt very dark 99% ช็อกโกแล็ต ซื้อที่ Foodland

ใกล้บ้านใช้ 2 แผ่น หรือ ถ้ารักของคุณไม่ขมมาก จะใช้Dark Chocolate ขนาดสักประมาณ 76-79 % ที่มีขายอยู่ตามshelf ก็ได้เหมือนกันคะ ทำออกมาได้รสชาติเข้มข้นเช่นเดียวกัน

2. ครีม 1/8 ถ้วย

3. รัม 1/8 ถ้วย - 2 ช้อนโต๊ะ หรือ เหล้าอื่นๆตามชอบ จะให้ปรับใส่ให้หัวทิ่มลงไปเหมือนความรักของคุณก็ได้ ( แต่เตือนไว้ก่อนนะ เวลาสร่างแล้วจะปวดหัวเอา)

4. ประมาณ เกือบๆ ครึ่งถ้วย ของผงโกโก้ แบบไม่หวาน ( Unsweeten Cocoa )

5. (optionnal) ช็อกโกแล็ต แบบ semi sweet สำหรับเคลือบ

6. น้ำตาลทราย เม็ดเล็กละเอียด

6. Icing Sugar หรือ จะใช้ผง โกโก้ที่เหลือก็ได้ เอาไว้เคลือบ Truffles ของเราตอนสุดท้าย

ทั้งหมดนี้ทำ truffles กลมๆได้ประมาณ 20 ลูกคะ

ขั้นแรก เอาแกะช็อกโกแล็ตมาบิ หรือ หั่นเป็นชิ้นเล็กใส่ชามผสมไว้ก่อนคะ ระหว่างนั้นเอาครีมตั้งไฟ ให้ร้อนเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไปสัก 3 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลาย พอครีมเดือด ยังร้อนอยู่ เทลงไปในชามช็อกโกแล็ต คนๆให้ช็อกโกแล็ตละลายให้หมด แล้วเติมรัมลงไป คนให้เข้าเนื้อ ตอนนี้เราจะได้ส่วนผสมช็อกโกแล็ตร้อน ข้น หนืด พักให้เย็นลงมาหน่อยนึง

ทีนี้ ก็ค่อยๆเทผงโกโก้ทีเตรียมไว้ลงไปผสม ไม่ต้องใช้หมดก็ได้คะ กะๆเอาพอให้ส่วนผสมออกมาหนืดๆ มีเนื้อพอปั้นเป็นลูกกลมๆได้ หรือถ้าชอบให้ Truffles เหนียวหนับก็ตามใจ เทลงไปได้หมดคะ แอบชิมๆนิดนึงว่าใช่รสชาติที่อยากได้หรือเปล่า บางคนชอบให้หวานขึ้นมาอีกนิดนึง ก็เอาน้ำตาลทรายโรยลงไปได้คะ ปรับได้ตามใจชอบ ของฉันใส่เพิ่มลงไปอีกประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ไม่ใช่รักหวานหรอกคะ แต่ช็อกโกแล็ตซุปเปอร์ขม จนสะดุ้ง

แต่ถ้ารู้สึกว่าดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเติมก็ได้คะ

เคล็ดลับคะ : ใส่น้ำตาลลงไปในส่วนผสมตอนนี้ จะทำให้น้ำตาลละลายไม่หมด เวลาเรากิน Truffles มันจะมี Texture แบบ Crunchies กรุบๆ ของน้ำตาลอยู่ในปาก อันนี้แล้วแต่คนชอบคะ ถ้าชอบแบบเนื้อเนียนๆ ก็ละลายน้ำตาลเสียให้เรียบร้อย ตั้งแต่ตอนที่ครีมยังร้อนอยู่ก็ได้คะ

ทีนี้ก็เอาปั้นเป็นลูกกลมๆ ตามชอบ ถ้าอยากให้สวยเท่ากันเป๊ะๆ ทุกลูก ก็ใช้ช้อนโต๊ะตักปาดให้เท่ากัน ถ้าเป็นสาวรักอิสระ ก็เลือกปั้นตามชอบคะ ได้แล้วเอาวางเรียงกันบนกระดาษ Baking Sheet หรือ ถ้าอากาศร้อนเหมือนช่วงนี้ ก็เอาตู้เย็นไปก่อนนะคะ

ทีนี้ ถ้าจะเคลือบช็อกโกแล็ตละก็ เอาช็อกโกแล็ตแท่งที่มีอยู่ออกมาตุ๋นซะดีๆ เวลาตุ๋นช็อกโกแล็ต หาหม้อใบใหญ่ใส่น้ำ แล้วเอาภาชนะเล็กๆ หรือ หม้อใบเล็ก วางบนปากหม้อใบใหญ่ อย่าให้ก้นโดนน้ำเดือด ใช้ไอน้ำที่เดือดนี่ละคะ เป็นตัวทำให้ช็อกโกแล็ตในหม้อใบเล็กของเราละลาย

หย่อนลูกบอลของเราลงไปกลิ้งในช็อกโกแล็ตเหลว ทีละก้อน 2 ก้อน ตามแต่ถนัด ตักขึ้นมา เอาลงไปคลุกกับนำตาลไอซ์ซิง หรือ ผงโกโกทันที

ยกออก มาตั้งบน Baking Sheet (แผ่นเก่านั่นแหละ ) หน้านี้ ควรรีบเอาเข้าตู้เย็นให้ Truffles ของเราเซ็ทตัวโดยไว มิฉะนั้นช็อกโกแล็ตเราอาจละลายเยิ้มมาได้

สูตรนี้ดัดแปลงมาจาก Boozy & Bitter Chocolate Truffles ของคุณพิม @ chez pim (http://chezpim.typepad.com/) เชฟสาวคนเก่งแห่ง San francisco Bay Area คะ รวมถึงภาพประกอบ B & B Truffles สีดำเข้มน่ากินข้างบนนี่ด้วยคะ

เอาละคะ ....ทีนี้ ก็ได้เวลาเอ็นจอย เจ้าช็อกโกแล็ตหวานขม Boozy Bitter Truffles กันแล้วคะ จะกินกับกาแฟหอมยามบ่าย หรือ จะกินเล่นๆ กับคนรักของคุณเป็นของหวานหลังอาหารเย็นก็ตามใจคะ :-)

Sunday, February 15, 2009

ตัดแปะ

ขอตัดแปะ ไว้อ่านเล่นยามว่างอีกหลายรอบๆ ชอบจัง มาจาก http://dilbert.com/blog/ อ่านแล้วนึกถึงแถวๆบ้านยังไงชอบกล สรุปเอาเองว่าทุกสำนักคงมีวิธีการแก้ปัญหาคล้ายๆกัน คิดกันแล้วเห็นพ้องต้องกัน

( เห็นโปรแกรมท่องเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจแล้วคันมือ คันเท้าขึ้นมาทันใด สงสัยคงต้องจัดโปรแกรมกระตุ้น&กระเต้าเศรษฐกิจกันหน่อยแล้วพี่น้องครับ)

Ignorance Will Save Us

Feb 9, 2009 by | General Nonsense | Permalink

Our government is preparing to pass something called a stimulus package. According to the experts, this stimulus package won't directly stimulate much of anything in the short term, when we need it. But with any luck it will bamboozle a hundred million morons into thinking their government did something useful, and that in turn will cause them to become more confident and spend additional money on cigarettes and lottery tickets, thus stimulating the economy.

The funny thing about this scheme is that it might work. The other funny thing is that no one is trying to hide the fact that the entire plan depends on bamboozling the aggressively ignorant portion of the population. We need to get those bozos spending again, and if it requires a fraudulent stimulus package to get it done, most people seem okay with that.

This is yet another situation where smart people are ironically incompetent if left to their own devices. If the world were populated only with the smart and well-informed, we'd all sit around waiting for someone else to spend money first, so they can take the highest risk. Eventually society would crumble and all of us geniuses would be eaten by rats. But if you throw a bunch of clueless bastards into the mix, suddenly the economy is supercharged. Money is flying everywhere, confidence becomes warranted, and the economy flourishes.

Our past economic booms depended heavily on morons. Those wonderful stimulators of the economy had to buy stock in perpetually unprofitable tech companies, or invest in real estate after it was clearly overpriced. Every economic boom is powered by the clueless. I see no reason why the next one should be different, except that the government is doing the bamboozling this time.

I plan to do my patriotic duty by no longer following the news coverage of the economic stimulus plan. This will allow me to imagine that all of the pork and special interest garbage will be removed from the final bill that gets approved. I will blissfully assume that the economic stimulation will be short term and effective. Oh, and long term and effective too. And then I, and my fellow ignorami, will spend, spend, spend our way out of this slump.

You're welcome.

Saturday, February 14, 2009

He’s just not into you : เมื่อผู้ชายไม่อยากพูดความจริง (และผู้หญิงอยากตีความเข้าข้างตัวเอง)

ดู Trailer หนังแล้วแอบคิดว่า มีไหม(วะ) ตอนเด็กๆ เด็กผู้ชายที่ชอบมาแกล้งเรา อืมม์ ไม่มีแฮะ มีแต่เราชอบไปแกล้งมัน .(.อ้าว ) ก็ยังดี เลยไม่ตกอยู่ใต้ความเชื่อผิดๆ ว่า ผู้ชายแกล้ง แปลว่า เขามาชอบเรา (โรแมนติกจริ๊ง) หรือ เขาไม่โทรมา ไม่ชวนไปไหน เลี่ยงไม่คุยด้วย ฯลฯ แปลว่า เขาชอบแต่ไม่กล้า หรือ เขากลัวเราจะโกรธ หรือ ทำลายความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่เรามี หรือ อื่นๆ ตามแต่ที่หญิงเราจะตีความเข้าข้างตัวเองกันไป

อันที่จริงแล้ว เขาเหล่านั้น แค่ไม่ได้สนใจเรานั่นแหละ ง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อน อย่าตกหลุมภาพลวงตาแสนโรแมนติค ที่เราอยากจะมอง

บทหนังขยายมาจากไอเดีย และหนังสือ He’s just not into you ของ Greg Behrendt และ Liz Tuccillo ที่ปรึกษาผู้เขียนบท Sex and the City จากตอนหนึ่งของซีรี่ส์ ที่คุณมิแรนดา ทนายความสาว ไปปิ๊งหนุ่มคนหนึ่งในบาร์ และเฝ้ารอโทรศัพท์จากหนุ่ม จนในที่สุดเพื่อนชายของเธอ ก็เฉลยให้เข้าง่ายๆ ว่า อย่าเสียเวลาอยู่เลย เขาไม่ได้ปิ๊งคุณหรอก (He’s just not into you )

ทั้งหมดในหนัง และหนังสือชื่อเดียวกัน พยายามทั้งบอกใบ้ บอกตรงๆ เขย่าตัว และทุบหัวเหล่าคุณผู้หญิงทั้งหลาย ( ฉันเองด้วยแหละ ..บางที ขอสารภาพ) ให้มองทะลุภาพลวงตาของคำพูดแสนสุภาพของผู้ชาย (ที่ช่างพยายามสุภาพผิดกาละเทศะจริงๆ) ว่าอย่าไปเสียเวลาอันมีค่าของคุณต่อไปอีกเลย เขาไม่ได้สนใจคุณ ( เหมือนอย่างที่คุณสนใจ) ไม่ใช่ว่า หนุ่มๆเหล่านั้น ไม่มีเบอร์โทรของคุณ (ถ้าเขาสนใจคุณจริงๆ อย่านึกนะว่าเขาจะหามาไม่ได้) แล้วก็ไม่ใช่ว่า อยากจะโทรแต่ทำเบอร์ที่คุณให้ไปหาย เขา (หรือมันก็ได้ ถ้าตอนนี้เริ่มโมโหแล้ว) ไม่ได้สนใจ ปิ๊งหรือใยดีอะไรคุณเลย

ถ้าไปอ่านในหนังสือ คุณ Greg และ Liz สองที่ปรึกษาประจำซีรี่ส์ พยายามอธิบายถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้หญิง (อย่างเราๆ) มักจะมีภาพฝัน เข้าข้างตัวเอง เวลาเจอหนุ่มที่เราสนใจ แล้วก็พยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองในการนั่งเฝ้ารอพ่อหนุ่มในฝันแสนดีเหล่านั้น ทั้งที่จริงสำหรับหนุ่มๆนั้น เขาพูดแบบไม่พูดออกมาแล้ว ( say it without saying)

มีตั้งแต่ เขาไม่ได้สนใจคุณหรอก ถ้าเขาไม่ได้โทรหาคุณ หรือ ถ้าเขาไม่นัดเดตคุณ หรือ ถ้าเขาโทรมาหาคุณเฉพาะตอนเมา ( ฮา..เคยเห็นเพื่อนทำ ) หรือ ถ้าเขาไม่อยากแต่งงานกับคุณ หรือ ถ้าเขาแต่งงานแล้ว หรือไม่ว่างด้วยเหตุผลพิลึกโลกแตกร้อยแปดประการ

อันนี้ถึงจะออกแนว How to ฝรั่งต่างวัฒนธรรมกันอยู่หน่อย แต่ฉันว่า ก็พอรับได้อยู่นะ เผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ชายนี่ ไม่ว่าชาติไหน คงจะมีนิสัยพื้นฐานคล้ายๆกันอยู่ ( อา.. และผู้หญิงทั่วโลกก็คงคล้ายๆกันแหละ )

ไม่รู้จะว่าใครพิลึกกว่าใครดี ระหว่างสาวๆแสนดี ที่เฝ้าหาข้ออ้างให้หนุ่มๆที่สนใจต่างๆนานา ว่า เขาคงจะขี้อาย สุภาพ แสนดี ขี้ลืม ความจำสั้น แต่เขาคงสนใจฉันเป็นแน่ กับ หนุ่มแสนสุภาพ แต่ไม่อยากพูดความจริง ดูอย่างใน Trailer หนังสิ พ่อหนุ่มคนนั้น อย่างไรก็คงไม่โทรกลับไป แต่ก็ยังอุตส่าห์บอกว่า I’ll call. เฮ้อ...

ข้อสรุป/แนะนำจากหนังสือ ไว้สำหรับเปิดตาสาวๆจากโลกโรแมนติคสีชมพู และการแปลความแบบอยากให้เป็น

- ข้ออ้างต่างๆ ทั้งหลาย เป็นการปฎิเสธแบบสุภาพเท่านั้นแหละ ถ้าถึงเวลาจริงๆ ถ้าเขาสนใจคุณจริงๆ อะไรก็ขวางไม่อยู่หรอก

ความเห็น : อันนี้จริงแฮะ เห็นมาหลายทีแล้ว

- อย่าพยายามเป็นฝ่ายล่อลวง หาข้ออ้างชวนเขาออกเดตก่อน ถ้าเขาสนใจคุณจริงๆ เขาจะทำเองแหละ

ความเห็น : เอิ๊ก.. ชีวิตมันแสนยากวุ่นวายแบบนี้ แล้วยังต้องคิดหาแผนล่อลวงหนุ่มอีก เรอะ วุ้ย.. กรรมจริงหนอ

- ถ้าคุณสามารถค้นหาเขาเจอได้ ในทางกลับกัน เขาก็ทำได้เหมือนกันแหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสนคุณ เขาลงมือทำเองแหละ

ความเห็น : อันแปลว่าได้ว่า อย่าเสียเวลานั่งจับเจ่ารออยู่กับที่เลย ออกไปเที่ยวตะลึงตึ๊งตึงกันดีก่า ถ้าเขา(หรือมันก็ตาม ชักเหนื่อยแล้วนะ) สนใจ ประเดี๋ยวก็ต้องตามหาจนเจอจนสิหว่า ( ไม่งั้นโลกนี้จะมีมือถือไว้ทำไมละ )

- เปรียบเทียบการกับเต้นรำ ถึงแม้ว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายจะอยากเป็นฝ่ายนำ แต่ไม่ได้หมายความคุณผู้ชายทั้งหลายอยากจะออกไปเต้นกับคุณด้วย อันนี้เพื่อนหญิงทั้งหลายอย่าเพิ่งโกรธา หาว่ากดขี่สิทธิสตรี ปี 2009 แล้ว ชอบใครไฉนจะไม่สามารถเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อนได้ คุณเกร็ก (ในหนังสือ) แกพยายามอธิบายว่า มันเป็นธรรมชาติของเหล่ามนุษย์ผู้ชาย ฮอร์โมนเทสตาเตอโรนสูง ที่ชอบสนุกกับการเป็นฝ่ายไล่ล่า มากกว่าจะเป็นผู้ถูกล่า และ 9 ใน 10 รายของผู้หญิงที่ชวนผู้ชายออกเดตก่อน ประสบความล้มเหลว

ความเห็น : ฉันฟังแล้วก็พยายามผงกหัวหงึกหงักตามไปก่อน ลองไปเก็บข้อมูลดูจากหนุ่มๆรอบตัว ดูๆจะเห็นด้วยกับข้อนี้นะ ประหนึ่งเห็นสาวเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต แต่ขอบอก ในทางกลับกัน

ไอ้ที่เห็นว่าอยู่นิ่งๆ รอให้ชายหนุ่มวิ่งเข้ามานะ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้วางแผนไว้ก่อนนะ เฮอๆๆๆ.

มีความลับข้อหนึ่งที่ฉันอยากบอกคุณ ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบคิดว่าตนเองเป็นคนเลือกคู่ ที่จริงผู้หญิง

เราต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก เราเข้าไปหาพวกคุณในแบบของเรา การประสบความสำเร็จของพวกคุณ ที่

ได้เราเป็นคู่ เพราะพวกเรายินยอมให้คุณประสบความสำเร็จต่างหาก” – ลอนดอนกับความลับในรอย

จูบ อนุสรณ์ ติปยานนท์

ถ้าพูดได้เท่ๆแบบข้างบนนี้ ฉันก็คงพูดคล้ายๆแบบนี้แหละ

- ไอ้ประเภท ไปกินข้าวกันเป็นกลุ่ม ไปเฮกันที่ผับ หรือบ้านเพื่อน อันนี้ไม่ใช่การชวนออกเดทนะจ๊ะ

ความเห็น : เห็นด้วยพอควร แต่ว่า บางทีหนุ่มไทยทั้งหลายก็อาศัยการแฝงตัวพรางกายไปกับวง

เพื่อนๆ เพื่อหาโอกาสเข้าใกล้วัตถุเป้าหมาย

- ถ้าสนใจแล้ว ผู้ชายไม่ลืมคุณหรอก ดังนั้นวางโทรศัพท์ลงได้แล้ว !!!

ความเห็น : เอาละ เห็นจะจริง งั้นไปนอนดีกว่า

ป.ล. เพลงไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้หรอกคะ แต่ฉันคิดว่า ถ้ามองโลกกันอย่างตามจริง มนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะชาย หรือหญิงต่างก็ "Breakable" กันได้ จะไม่อยากพูดความจริง เพราะไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี หรือว่าตั้งใจทำเป็นมึนๆไป หรือ อยากจะตีความทุกอย่างอยากที่ใจอยากจะให้เป็น ให้ได้ สุดท้ายแล้วถ้าไม่ระวังกันไว้ดีๆ มันก็แตกร้าว สลาย ไปกันได้ต่อหน้าต่อตาได้

Tuesday, February 10, 2009

10 สุดยอดมิวสิค วิดีโอสุดแพง (1)

ในฐานะ มนุษย์ที่ใช้เวลาได้อย่างไร้สาระ (มาก) คนหนึ่ง หนึ่งในกิจกรรมที่ฉันโปรดปราน และเมื่อเวลาผ่านไป มักจะสงสัยตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่า ตูมานั่งทำอะไรอยู่ฟร้า? รู้ทั้งรู้ ว่าไปทำอย่างอื่นดีกว่าทั้งนั้น นั่นก็คือ การติดตามดูช่องมิวสิควีดีโอ ทั้งหลาย ไม่ว่าสมัยก่อน MTV หรือ ช่องไทยๆแบบ Channel V หรือ ล่าสุด โบล้านปี แบบ มะจัง (นี่ไม่นับไปเผลอเล่น youtube หรือ เช็คอัพเดตเพลงใหม่บนสื่อออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวง) ทำให้โดนเบิร์ดกระโหลก จากสมาชิกในบ้านที่รอจะดูหนังช่องอื่น หรือรำคาญจนต้องปล่อยให้นั่งกดรีโมทสลับเล่นไปมาให้สาแก่ใจ

อันนี้เข้าใจว่า จะมาจิตใต้สำนึกความหลังฝังใจ เมื่อสมัยเป็นวัยรุ่นอยากเป็นนางเอกมิวสิค วิดีโอ วิ่งร้องไห้ ฝ่าสายฝน หรือแบบแมนๆ เกิดเป็นผู้ชายต้องชกกระจกเวลาเสียใจ อะไรทำนองนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปจาก MTV สมัยแรก เริ่มเปิดตัวในปี 1981 ( ด้วยเพลง Video Killed the Radio star-the buggles จำได้ไหมเอ่ย ( http://www.youtube.com/watch?v=XWtHEmVjVw8 ) จนกระทั่งเราสามารถโหลดดูมิวสิควีดีโอได้ตามเว็บ ตั้งแต่อัลบัมยังไม่ออกวางจำหน่าย หรือ เพลงยังไม่ถูกเปิดกันตามวิทยุ หรือทีวี แต่ฉันก็ยังแอบเผลอไผล นั่งดูมิวสิค วีดีโออยู่ได้เป็นนานสองนาน ในแต่ละสัปดาห์ที่มีวันว่าง

ที่จริงมีมิวสิค วีดีโอ จำนวนมากที่ดูอย่างนั่งอึ้ง ทึ่ง (ไม่)เสียว กับความคิด และไอเดียอันบรรเจิดของผู้สร้างและทีมงาน อ้าปากหวอ แบบมันคิดได้ไง หรือ จากไม่ได้สนใจ เพลง หรือ ศิลปินแบบนี้เลยทำเอาติดอกติดใจ ต้องรีบไปหามาฟัง นับเป็นหนึ่งในช่องทางโปรโมทประชาสัมพันธ์ที่ทำให้มนุษย์โลกทั่วไป ตกอยู่ในกับดักของศิลปิน และครีเอทีฟ ต้องวิ่งไปซื้ออัลบัมมาฟังกันดั่งโดนสะกดจิต

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศิลปินทั้งหลาย และค่ายเพลง ต่างพากันทุ่มเท ทำมิวสิควีดีโอแบบอลังการงานสร้าง ทุ่มเทให้ติดตาตรึงใจผู้ชมมากที่สุด ( ทั้งๆที่ น่าเศร้าใจยิ่งนัก บางเพลงที่ลงทุนทำมิวสิค วิดีโอไปก็แสนจะห่วยแตก )

หรือ แม้แต่ในยุคสมัยนี้ กลายไปธรรมเนียมกันไปเสียแล้ว ว่า ไม่ว่าเราจะประชาสัมพันธ์งานอะไร ไม่ว่าจะวันเกิดใคร ชาติไหน งานศพ งานบวช เลือกตั้ง (ไม่ว่า ไทย และเทศ ดูดิ๊.. เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คราวนี้ มีคนทำเพลงให้ โอบามาไม่น้อยกว่า 10 เพลงเชียว ) และล่าสุด เราก็จะมีมิวสิควิดีโอ เนื่องในโอกาส ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ( โดยพี่จิก ประภาส) อีกแล้ว

เย้...ไชโยให้กับสังคม มิวสิควิดีโอ จงเบ่งบานต่อไป และต่อไป

ดังนั้นมาดูกันดีกว่า ตั้งแต่ ยุคกำเนิดใหม่มิวสิควีดีโอ จาก MTV จนกระทั่งมาถึงยุค ทุกงานเราต้องมีเพลง นี่ ใครครองแชมป์ติดอันดับผลาญเงิน ทำมิวสิควีดีโอที่แพงที่สุดโลกกันมาบ้าง

อันนี้เอาแบบง่ายๆ คือ 1.ไม่คำนวณอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลง ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง 2. ไม่นับศิลปินซ้ำ เพราะศิลปินบางคนช่างมีชื่อเสีย(ง) ในการเอางบประมาณมาทุ่มเทให้กับมิวสิควิดีโอ ดังนั้นเราจะเลือกมานำเสนอแต่เฉพาะ อันที่แพงสุด 3. นับเฉพาะมิวสิควิดีโอ แบบตั้งใจสร้างมาเพื่อเพลงนั้นโดยเฉพาะ ประเภท เป็นเพลงประกอบหนังไม่นับ นะเจ้าคะ เพราะอันนั้น ขืนต้องรวมค่าทำหนังไปด้วย งบประมาณคงพุ่งไประดับร้อยล้าน(เหรียญ) เป็นแน่แท้

อันดับ 10 “November Rain” - Gun & Roses (1982)

http://www.youtube.com/watch?v=0txMAXbHXw0

งบลงทุนผลาญทิ้ง : 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

มิวสิควิดีโอ อลังการงานสร้างยาวเกือบ 10 นาที พี่ Roses เข้าฉากแต่งงานกับแฟนสาวนางแบบ (สมัยนั้น) งานเลี้ยงฉลองงานแต่ง และจบลงที่ความตาย ถ่ายทำกันที่โบสถ์ที่สร้างฉากมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ตัดภาพสลับการแสดงสดแบบมีวงออร์เครสต้า ฉากสุดคลาสสิค ตอนพี่ slash โซโลกีตาร์ แล้วใช้เฮลิคอปเตอร์ช็อตถ่ายลงมา หมุนรอบโบสถ์ 360 องศา พาโนรามา ทำให้ถึงแม้ 20 กว่าปีมาแล้ว แต่เพลงนี้ยังคงติดอันดับ 10 อยู่

จ่ายอะไรไปบ้าง : ค่าเช่าวงออร์เครสตาร์มาเล่น: $25,000 สร้างโบสถ์ใหม่เพื่อใช้ถ่ายทำ :$150,000

ค่าชุดแต่งงาน :$8000 ค่าโลงศพสั่งทำพิเศษ : $ 8000 (เท่าชุดแต่งงานเลยวุ้ย)

อันดับ 9 “Unpretty”- TLC (1999)

http://www.youtube.com/watch?v=4ejX0q3s0yY

งบลงทุนผลาญทิ้ง : 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพลงที่พูดถึงความสวยภายในของผู้หญิง ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามความงามภายนอก ( แต่ลืมพูดเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าด้วย) เปิดฉากด้วยสาวน้อยที่วางแผนจะไปทำศัลยกรรมหน้าอกเพิ่ม ผสมด้วยท่าเต้นแนวโยคะ ของสามสาว TLC ดูไปก็สงสัยว่า ทำไมถึงลงทุนสูงกว่า Waterfalls มิวสิควิดีโออีกเพลงหนึ่งที่ถือว่า ใช้เทคนิคกราฟฟิค ล้ำสุดๆ ในสมัยนั้น ปรากฏว่า ที่แพงเนื่องจากสามสาวเปลี่ยนไอเดียไปเปลี่ยนมาตลอดทั้งเพลง เลยทำให้ double cost ของที่ควรจะเป็นไป

จ่ายอะไรไปบ้าง : ฐานโยคะ ลอยได้ : $60,000 ทำผม แต่งหน้า แต่งตัว : รวมๆแล้ว $47,000

ค่าทำ animation ตอนทำขยายทรวงอก : $63,000 ( แพงกว่าทำนมจริงอีก !!!)

ทุ่งดอกไม้สีม่วงปื๋อ : ผลาญไป $50,000

อันดับ 8 “ She’s Bitch”- Missy Ellliot (1999)

งบลงทุนผลาญทิ้ง : 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวอย่างของเพลงที่ นักลงทุนทั้งหลายจะต้องงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น เอาไปใช้ทำอะไรกับมิวสิค วิดีโอ ที่ดูจะแสนธรรมดา นอกจากชุด Rubber body suit (อึ๋ยๆๆ) ของ Missy ที่กินราคาประมาณ $ 10, 500 แล้วค่าใช้จ่ายหลักที่บรรดานักวิเคราะห์ด้านการลงทุน คิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองมาก คือ การจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญด้าน Electro Luminescent Lighting ( หรือไฟเรืองแสง Glow in the dark ) จากเยอรมัน มาดูแลงานแสง

ลิงค์ของเพลงละ ? : อย่าดูเลย เห็นแล้วเศร้าใจ หนีไปดูแบบ Sexy Back ของ Justin Timberlake ดีกว่า

อันดับ 7 : “Miami” –Will Smith (1998)

http://www.youtube.com/watch?v=yDp5IP76PeY

งบลงทุนผลาญทิ้ง : 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

Will Smith ขึ้นชื่อว่า เป็นเจ้าพ่อมือเติบด้านมิวสิค วิดีโออยู่เหมือนกัน ( ถึงแม้เพลงจะแป๊กก็เหอะ) ไม่ว่าจะเป็น Wild Wild West หรือ Men In Black ( แต่น่าเสียดาย ที่เราจะไม่จัดเข้าอยู่ใน category ของเรา เนื่องจากเพลงเหล่านั้น ใช้ประกอบเป็น Soundtrack หนังไปด้วย) ที่ใช้เงินไปมากกว่านี้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม Miami มีตั้งแต่ Private Jet จนถึง Full fledge เปลี่ยนฉากถ่ายทำอีกประมาณ 40 sets

และ Eva Mendes สมัยที่ยังไม่ดัง !

จ่ายอะไรไปบ้าง : ค่าเช่า Private Jet : $ 15,000 ค่า set สถานที่ถ่ายทำ : $ 14,000 ( มีคร่าว ๆ 40 ที่ ) ค่าออกแบบท่าเต้น : $200,000 (WOW)

อันดับ 6 : “Larger than Life”- Backstreet Boys (1999)

http://www.youtube.com/watch?v=5mhp2iHqbtw

งบลงทุนผลาญทิ้ง : 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

อลังการงานสร้างด้วยมิวสิควิดีโอแนว โลกอนาคตยุคอวกาศ สตาร์วอร์+กันดัม และ computer animation และ dancers อลังการ แต่ใครจะไปว่าอะไรได้ ก็ปีนั้น (1999) พ่อหนุ่มบอยแบนด์ มีรายได้จากเฉพาะอัลบัมประมาณ $66 ล้านเหรียญ ฉะนั้น ..ตามใจแกหน่อยเหอะ..

จ่ายอะไรไปบ้าง : ค่าฉากสถานีอวกาศ ( เฉพาะด้านนอก) : $70,000 ค่า Special Effect : $ 700,000 (อะกึ๋ยส์ )

ค่าเดินทางของทีมงาน : $150,000 ค่า ฉาก Flying Surfboard ตอนเปิด: $90,000