เคยดูหนัง เรื่อง High Fidelity ไหมเอ่ย ที่เป็นเรื่องของพ่อหนุ่มเจ้าของร้านขายแผ่นเสียง Rob Gordon ที่เจอวิกฤตในชีวิต แฟนทิ้ง ชีวิตก็ต้องตื่นมาพบความจริงว่า ถึงเวลาต้องโตขึ้นและสะสางความสัมพันธ์ที่เคยมีไว้เลอะๆเทอะต่างๆนานา ( อันนี้ ฉันสรุปเองประสาหญิง) และก้าวเดินต่อไป ที่จริงก็เป็นแบบหนัง Coming of Age แบบผู้ช้าย ผู้ชายนั่นเอง
แต่ที่ทำให้หนัง หรือ หนังสือ ( ของ Nick Hornby) เป็นที่ติดตามส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากจอห์น คูแส็ค ที่เล่นได้เนียนมากๆ จนแม้แต่คนแต่งนิยายยังออกมาชม คือ การจัดลำดับ top 5 ต่างๆในหนัง หรือ หนังสือ ที่กลายเป็นกระแส ที่กล่าวขวัญ ถกเถียง เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เช่น top 5 memorable breakups-มีเพลงประกอบ พร้อมกับ หญิงที่เป็นตัวเจ้าของเรื่องทั้ง 5 คน และเนื่องจากโลเคชันของเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในร้านขายแผ่นเสียง จึงมีการพูด และถกเถียงจัดลำดับเพลงต่างๆ ตามสถาการณ์ในชีวิตกันอยู่ตลอดเวลา มีการรวบรวมรายการ top 5 จากหนังเรื่องนี้ออกมาเป็นสิบ ๆ เช่น Top 5 song about space travel, Top 5 songs when the love of your life married someone else, top 5 bearded icon in rock , top 5 bald guys in music ฯลฯ ...ขอให้ไปหาอ่านดู บางอันก็ขำดิ้น นึกออกได้ยังไง :ซาวน์แทร็คหนังเรื่องนี้ ก็ติดอันดับขายดี
อย่างไรก็ตาม ฉันขอ มันเขี้ยว ทำรายการกับเขาบ้าง ว่าไปแล้วจะได้รู้กันไปว่า “Did I listen to pop music because I was miserable? Or was I miserable because I listened to pop music? " เหมือนอย่างพี่ Rob Gordon แกว่าไว้ไหมหนอ เอาแบบไม่ต้องทำการบ้าน จับเอาที่อยู่ใกล้ๆตัว ที่ช่วงนี้ฟังอยู่บ่อยๆมาดู เลยได้เพลงหลากหลายหัวข้อ ดังต่อไปนี้
1- เพลงให้กำลังใจเพศชายสุดๆ- Nobody does it better ( Carly Simon ) ซาวน์แทร็ค จาก The spy who loved me (1977) เคยได้ยินเพลงนี้ผ่านหูมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งมาสะกิดใจตอนที่พี่ Thom Yorke แห่ง Radio Head แกพูดไว้บนเวทีคอนเสิร์ตว่า “ this is the sexiest song ever written” เลยทำให้ไปค้นกลับมาตั้งใจฟังใหม่
ตั้งใจฟังจริงๆ แล้วแอบขำ ฮ่า ฮ่า คนแต่งเพลงต้องเป็นผู้ชายแหงๆ 110% อะไรจะ คิดได้ the best หาใครเทียมปานนั้น ขนาดเจอเธอแล้วต้อง feel sad for the rest ช่างชื่นชม ให้กำลังใจกันน่าดู ส่วนจะทำอะไร ได้คำชมขนาดนั้น สงสัยท่าทางจะให้ชายหนุ่ม ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟให้แฮะ
2- เพลงให้กำลังใจเพศหญิงสุดๆ “ you are so beautiful” ( to me ) อันนี้ ไม่ต้องร้องอะไรมาก ชมกันเข้าไป ยังไงก็สวย สำหรับฉัน ใช้ได้ปลอดภัย สำหรับหญิงหน้าตาแบบไหนก็ได้ ยังไงเธอก็สวยสำหรับฉันนี่นา ..
ดีจัง จะแก่ จะอ้วน ขนาดไหน ก็ยังดูดี
3- เพลงที่ไม่อยากฟังตอนขับรถกลับบ้านคนเดียว – ห้องสุดท้าย ของ เอ้ อัลบัมชุด กับเรื่องราวในกรุงเทพฯ
ฟังทีไร แอบขนลุกทุกทีไป ความเก่าประมาณ ต้องเป็นรุ่นอายุ 30 อัพ ถึงจะน่าจะรู้จักเพลงนี้ จำได้ว่าเพิ่งหัดขับรถใหม่ๆ กลัวแทบแย่
ความจริงเป็นอัลบัมที่ออกจะมีอะไรแปลกๆในความรู้สึกส่วนตัวอยู่นิดหน่อย เพราะ สิบเพลงในอัลบัมพูดถึงความตายอยู่ประมาณ 3-4 เพลง แล้วพี่นักร้องก็หายสาบสูญไป เข้ากับบรรยากาศรวมอัลบัมที่สุด
ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เคยรับขึ้นรถจากข้างทาง มาส่งที่อพาร์ทเมนต์นี้ เธออยู่ห้องสุดท้าย หรือเธอคือ ผู้หญิงที่ถูกรถชนที่โค้งต้นไทร....ว้า ขับรถกลับดึกๆทีไร แอบหวาดทุกที ฮือ..ฮือ
4- เพลงที่อยากเปิดให้ใครหลายๆคน แถวย่านสะพานมัฆวานฟัง –Ain’t No Reason ( Bret Dennen )เพลงโฟล์ค ร็อก ที่พูดถึง Choas and commotion wherever I go นักการเมืองโกหก ผลไม้เต็มตระกร้าที่รสชาติแบบเดียวกันหมด ฝูงชนที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่สนใจใคร มนุษย์งานเงินเดือนทำงานหนัก แต่ทั้งหมดนี้
There ain't no reason things are this way
It's how they've always been and they intend to stay
I don't know why I say the things I say
But I say them anyway
Love will come set me free
Love will come set me free, I do believe
Love will come set me free, I know it will
Love will come set me free, yes
เอาน่า...ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ เราจะอยู่กันได้อย่างไร
5. เพลงที่เอาไว้เปิดตอนไปเที่ยวคนเดียว – Alone in Kyoto ( Air) ซาวน์แทร็คอีกแล้ว จาก Lost in Translation เพลงที่ถึงจะไม่เคยดูหนัง ลองหลับตาฟังก็คงนึกได้ถึงอารมณ์ของคนนอก เหงานิดนิด เวลาไปเที่ยวคนเดียวแล้วนั่งมองผู้คน เราเห็นผู้คน และทุกอย่างที่ผ่านไป แต่ไม่ใครเห็นเรา
ความจริงจะเป็น Alone in Bangkok, Quebec, KL, NewYork หรือแม้แต่หัวหิน ก็ได้เหมือนกัน ถ้าอยู่ในอารมณ์อยู่ตามลำพัง จะอยู่ท่ามกลางผู้คน หรือ นั่งอยู่คนเดียวริมทะเล ( พร้อมเบียร์หนึ่งกระป๋อง...เอิ๊ก.. จนได้เรา ) ในหนังเรื่อง lost in translation เป็นฉากที่น้องชาร์ล็อตของเรา ( Scarlet Johasson) ไปเที่ยวเกียวโต โดยลำพัง แล้วเดินผ่านสวนที่กำลังจัดงานแต่งงานแบบญี่ปุ่นอยู่ เธอหยุดมองด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครเห็นเธอเลย
ฉันชอบตอนใกล้จะหมดเพลง หลังจากที่เสียงเครื่องดนตรีหยุดลง เงียบไปประมาณ 2-3 วินาที แล้วมีเสียงคลื่นซัดเข้าหาชายฝั่งปิดท้าย แล้วค่อยๆแผ่วลง จนหายไป..จะฟังให้เหงาก็เหงาได้ จะฟังให้เซ็น ก็นึกถึงชีวิตว่า มันต้องดำเนินไปเรื่อยๆ มีสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตามทำนองดนตรี ที่วนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้ สุดท้ายก็เหมือนคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ทุกอย่างจบลงเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น