Tuesday, July 22, 2008

โน๊ตน้อยกันลืม

วันหยุด 2 วัน ที่ผ่านมา ทำลายสถิติสามวันดูหนังไป 6 เรื่องนี่!!!!

-27 Dresses - ชุดสวย นางเอกน่ารัก แต่หมกหมุ่นไปหน่อยมั้ง? ( หรือตูเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวเอง? )

-We own the nights- Joaquin Phoenix, Mark Walberg -ระดับเทพทั้งคู่ แต่ดูแล้วนึกถึงหนังฮ่องกง ประเภทโหด เลว ดี พี่น้องรักกัน

-Shoot them up-บ้าสุดๆ ขายสไตลส์ ( แต่ขายได้นี่หว่า ) มีช็อตเด็ดเยอะเชียว ชอบฉากยิงป้ายบนตึกที่สุด กวน.... อ้อ ..เชื่อแล้วหญิงอิตาเลียน ยามสวยช่างสวยบาดใจจริงๆ

-The Kingdom - ดูแล้วคิดถึงสงครามกองโจรที่ภาคใต้ ขนลุก ...ผลัดกันฆ่ากันไปเรื่อยๆเหรอ?

-Sleuth- เคนเนธ บรานาห์ กำกับ จู๊ด ลอว์ กับไมเคิล เคน นึกถึงนักวิจารณ์ที่บอกว่า พี่จู๊ด เป็นนักแสดงที่ตามอารมณ์มาก เวลาแสดงดี ก็แสดงได้ดีสุดขีด แต่หนังเรื่องไหน ที่เธอเล่นได้แย่ ก็แย่สุดๆ ( เหมือน blueburry nightไง ฮ่าๆ )

-All the king's men-ฌอนน์ เพนน์ นักการเมืองน้ำดี ที่พอเข้ามาอยู่ในวังวนการเมือง แล้วค่อยๆ ติดหล่มวงการเมือง โดนย้อมสีจนเปลี่ยนไป โดยไม่รู้ตัว เอ๋ ....เนื้อหาคุ้นๆ เกิดขึ้นที่ประเทศไหนกันแน่นี่ ชอบพี่คนนี้เล่นหนังจริงๆ ยังกับมีไฟลุกโชติช่วงออกมาจากร่างได้ เก่งจริงๆ ( แล้วไปอยู่ไหนมา ทำไมได้ออสการ์ซะทีเนี่ย )

เอาละ ..ต้องไปนอนชดเชยแล้ว บาย

Saturday, July 12, 2008

As time goes by

พี่สาวกำลังจะไปเที่ยวโมร็อกโก เลยได้โอกาสอัพเดตข้อมูลให้ก่อนไปทริป จัดหนังคลาสสิก อมตะนิรันดร์กาล Casablanca ให้ดูก่อนไปเที่ยวคาซาบลังกา ดูจบ พี่สาวให้คำนิยามสั้นๆว่า ต่อไปนี้เวลาฟัง As time goes by จะไม่มีวันรู้สึกเหมือนเดิมอีกแล้ว..อืมม์

ที่จริงเป็น หนึ่งในหนังเรื่องโปรด และ เพลงโปรดตลอดกาลอยู่เหมือนกัน จะใครร้องเราก็ชอบทั้งนั้น แต่ที่ตื่นเต้นเล็กน้อย คือ เพิ่งไปเห็น As time goes by เวอร์ชัน เต็มๆ ที่ ทั้งท่อน verse และ chorus

ส่วนที่เป็นท่อน chorus คือส่วนที่เรารู้จัดกันดี You must remember this... นั่นเอง แต่ฉันขอสารภาพว่า ไม่เคยรู้ และได้ยินมาก่อนเลยว่า เพลงนี้ยังมีท่อน Verse ตอนขึ้นต้น ที่เป็นส่วนของเสียงร้องและพูดคลอไปกับดนตรี ค้นๆดู กูรูเพลงเก่าท่านหนึ่งให้คำอธิบายว่า ในสมัยก่อนเวลาอัดแผ่นเสียง ส่วนใหญ่แล้วแผ่นที่ใช้อัดจะใช้เวลาได้ไม่นาน ดังนั้นท่อน verse จึงถูกตัดไป เหลือแต่ท่อน chorus ที่เป็นที่รู้จักและติดหูกันดี ส่วนท่อนverse นั้นสมัยก่อน มักจะร้องกัน เวลาร้องสด ตามโรงมโหรสพ หรือ บนเวที

ที่เก๋มากๆ คือ คือเนื้อหาท่อนverse ที่เข้าใจว่าผู้แต่ง จับเอาทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น จนมาถึงยุคนี้ คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ มาใส่ไว้ในเพลง -พูดถึง fourth dimensions -ซึ่งอาจกล่าวในมุมหนึ่งได้ว่า ระยะทาง และเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของบุคคล นั่นคือ เวลาไม่ได้อยู่แยกกับอวกาศ จึงเรียกว่า spacetime หรือ กาลอวกาศนั่นเอง

ดูสิ แค่เริ่มแตะนิดๆ ก็ชักจะปวดหัว เอาง่ายๆ เจ้าของทฤษฏีนี้ คือ ไอน์สไตน์เองให้คำอธิบายง่ายๆที่ ไว้ว่า

"Put your hand on a hot stove for a minute, and it seems like an hour. Sit with a pretty girl for an hour, and it seems like a minute. THAT'S relativity."

ช่างเป็น simple fact ง่ายๆมาก คือ เวลาของความสุขมักจะผ่านไปเร็ว เวลาของความทุกข์นั้นนานนัก นั่นคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ และถึงแม้ โลกจะคิดค้นวิทยาการใหม่ขึ้นมาเพียงไร ความจริงในชีวิตนั้นไม่เคยเปลี่ยนไป

This (Eb)day and age we're (Cm)living in
Gives (Fm7)cause for appre(Bb7)hension
With (Ebmaj7)speed and new in(Eb)vention
And (C7+)things like fourth dimension
(C7)Yet we (Fm)get a (Fm7)trifle (Bb6)weary(Bb7)
With (Eb)Mr. (G7)Einstein's (Cm)theory
(Eb)So (C7-5)we (Bb)must get down to (D7)earth at times
Re(Gm)lax re(D)lieve the (Bb7)tension
And no (Fm)matter (Fm7)what the(Bb7) progress
Or (Eb)what may (Gm)yet be (Cm)proved
The (Fm)simple facts of(Fm7) life are such
They cannot (Fm7-5)be re(Bb7sus)moved (Bb7)

You (Fm)must remember (Bb7)this
A (Gm7-5)kiss is still a (Bb7)kiss
A (Eb)sigh is (Eb0)just a (Eb6)sigh(Gm) (Cm)
The (F7)fundamental things ap(Bb7sus)ply
(Bb&)As (Fm7)time (Bb7)goes (Ebmaj7)by

(SAME AS PREVIOUS VERSE)
And when two lovers woo
They still say, "I love)you"
On that you can rely
No matter what the future brings
As time goes (Eb)by

(Ab)Moonlight and love songs
(C7)Never out of date
(Fm)Hearts full of passion
(F#0)Jealousy and hate
(Cm)Woman needs(Ab7) man
And (F9)man must have his mate
That (Bb9)no one(Bb0) can de(Bb7)ny

แถมท้าย สำหรับสาวกหนังเรื่องนี้ทั้งหลาย Carrotblanca - จาก Walt Disney Studio มี Bug Bunny เป็น ริค แถมมีตอนจบแบบ happy ending ประสาการ์ตูน ดูได้ที่หน้าวิดีโอละคะ

Friday, July 11, 2008

Top Ten Songs on Different Moods

เคยดูหนัง เรื่อง High Fidelity ไหมเอ่ย ที่เป็นเรื่องของพ่อหนุ่มเจ้าของร้านขายแผ่นเสียง Rob Gordon ที่เจอวิกฤตในชีวิต แฟนทิ้ง ชีวิตก็ต้องตื่นมาพบความจริงว่า ถึงเวลาต้องโตขึ้นและสะสางความสัมพันธ์ที่เคยมีไว้เลอะๆเทอะต่างๆนานา ( อันนี้ ฉันสรุปเองประสาหญิง) และก้าวเดินต่อไป ที่จริงก็เป็นแบบหนัง Coming of Age แบบผู้ช้าย ผู้ชายนั่นเอง

แต่ที่ทำให้หนัง หรือ หนังสือ ( ของ Nick Hornby) เป็นที่ติดตามส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากจอห์น คูแส็ค ที่เล่นได้เนียนมากๆ จนแม้แต่คนแต่งนิยายยังออกมาชม คือ การจัดลำดับ top 5 ต่างๆในหนัง หรือ หนังสือ ที่กลายเป็นกระแส ที่กล่าวขวัญ ถกเถียง เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เช่น top 5 memorable breakups-มีเพลงประกอบ พร้อมกับ หญิงที่เป็นตัวเจ้าของเรื่องทั้ง 5 คน และเนื่องจากโลเคชันของเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในร้านขายแผ่นเสียง จึงมีการพูด และถกเถียงจัดลำดับเพลงต่างๆ ตามสถาการณ์ในชีวิตกันอยู่ตลอดเวลา มีการรวบรวมรายการ top 5 จากหนังเรื่องนี้ออกมาเป็นสิบ ๆ เช่น Top 5 song about space travel, Top 5 songs when the love of your life married someone else, top 5 bearded icon in rock , top 5 bald guys in music ฯลฯ ...ขอให้ไปหาอ่านดู บางอันก็ขำดิ้น นึกออกได้ยังไง :ซาวน์แทร็คหนังเรื่องนี้ ก็ติดอันดับขายดี

อย่างไรก็ตาม ฉันขอ มันเขี้ยว ทำรายการกับเขาบ้าง ว่าไปแล้วจะได้รู้กันไปว่า “Did I listen to pop music because I was miserable? Or was I miserable because I listened to pop music? " เหมือนอย่างพี่ Rob Gordon แกว่าไว้ไหมหนอ เอาแบบไม่ต้องทำการบ้าน จับเอาที่อยู่ใกล้ๆตัว ที่ช่วงนี้ฟังอยู่บ่อยๆมาดู เลยได้เพลงหลากหลายหัวข้อ ดังต่อไปนี้

1- เพลงให้กำลังใจเพศชายสุดๆ- Nobody does it better ( Carly Simon ) ซาวน์แทร็ค จาก The spy who loved me (1977) เคยได้ยินเพลงนี้ผ่านหูมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งมาสะกิดใจตอนที่พี่ Thom Yorke แห่ง Radio Head แกพูดไว้บนเวทีคอนเสิร์ตว่า this is the sexiest song ever written” เลยทำให้ไปค้นกลับมาตั้งใจฟังใหม่

ตั้งใจฟังจริงๆ แล้วแอบขำ ฮ่า ฮ่า คนแต่งเพลงต้องเป็นผู้ชายแหงๆ 110% อะไรจะ คิดได้ the best หาใครเทียมปานนั้น ขนาดเจอเธอแล้วต้อง feel sad for the rest ช่างชื่นชม ให้กำลังใจกันน่าดู ส่วนจะทำอะไร ได้คำชมขนาดนั้น สงสัยท่าทางจะให้ชายหนุ่ม ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟให้แฮะ

2- เพลงให้กำลังใจเพศหญิงสุดๆ you are so beautiful” ( to me ) อันนี้ ไม่ต้องร้องอะไรมาก ชมกันเข้าไป ยังไงก็สวย สำหรับฉัน ใช้ได้ปลอดภัย สำหรับหญิงหน้าตาแบบไหนก็ได้ ยังไงเธอก็สวยสำหรับฉันนี่นา ..

ดีจัง จะแก่ จะอ้วน ขนาดไหน ก็ยังดูดี

3- เพลงที่ไม่อยากฟังตอนขับรถกลับบ้านคนเดียว ห้องสุดท้าย ของ เอ้ อัลบัมชุด กับเรื่องราวในกรุงเทพฯ

ฟังทีไร แอบขนลุกทุกทีไป ความเก่าประมาณ ต้องเป็นรุ่นอายุ 30 อัพ ถึงจะน่าจะรู้จักเพลงนี้ จำได้ว่าเพิ่งหัดขับรถใหม่ๆ กลัวแทบแย่

ความจริงเป็นอัลบัมที่ออกจะมีอะไรแปลกๆในความรู้สึกส่วนตัวอยู่นิดหน่อย เพราะ สิบเพลงในอัลบัมพูดถึงความตายอยู่ประมาณ 3-4 เพลง แล้วพี่นักร้องก็หายสาบสูญไป เข้ากับบรรยากาศรวมอัลบัมที่สุด

ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เคยรับขึ้นรถจากข้างทาง มาส่งที่อพาร์ทเมนต์นี้ เธออยู่ห้องสุดท้าย หรือเธอคือ ผู้หญิงที่ถูกรถชนที่โค้งต้นไทร....ว้า ขับรถกลับดึกๆทีไร แอบหวาดทุกที ฮือ..ฮือ

4- เพลงที่อยากเปิดให้ใครหลายๆคน แถวย่านสะพานมัฆวานฟัง Ain’t No Reason ( Bret Dennen )เพลงโฟล์ค ร็อก ที่พูดถึง Choas and commotion wherever I go นักการเมืองโกหก ผลไม้เต็มตระกร้าที่รสชาติแบบเดียวกันหมด ฝูงชนที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่สนใจใคร มนุษย์งานเงินเดือนทำงานหนัก แต่ทั้งหมดนี้

There ain't no reason things are this way
It's how they've always been and they intend to stay
I don't know why I say the things I say
But I say them anyway

Love will come set me free
Love will come set me free, I do believe
Love will come set me free, I know it will
Love will come set me free, yes

เอาน่า...ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ เราจะอยู่กันได้อย่างไร

5. เพลงที่เอาไว้เปิดตอนไปเที่ยวคนเดียว Alone in Kyoto ( Air) ซาวน์แทร็คอีกแล้ว จาก Lost in Translation เพลงที่ถึงจะไม่เคยดูหนัง ลองหลับตาฟังก็คงนึกได้ถึงอารมณ์ของคนนอก เหงานิดนิด เวลาไปเที่ยวคนเดียวแล้วนั่งมองผู้คน เราเห็นผู้คน และทุกอย่างที่ผ่านไป แต่ไม่ใครเห็นเรา

ความจริงจะเป็น Alone in Bangkok, Quebec, KL, NewYork หรือแม้แต่หัวหิน ก็ได้เหมือนกัน ถ้าอยู่ในอารมณ์อยู่ตามลำพัง จะอยู่ท่ามกลางผู้คน หรือ นั่งอยู่คนเดียวริมทะเล ( พร้อมเบียร์หนึ่งกระป๋อง...เอิ๊ก.. จนได้เรา ) ในหนังเรื่อง lost in translation เป็นฉากที่น้องชาร์ล็อตของเรา ( Scarlet Johasson) ไปเที่ยวเกียวโต โดยลำพัง แล้วเดินผ่านสวนที่กำลังจัดงานแต่งงานแบบญี่ปุ่นอยู่ เธอหยุดมองด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครเห็นเธอเลย

ฉันชอบตอนใกล้จะหมดเพลง หลังจากที่เสียงเครื่องดนตรีหยุดลง เงียบไปประมาณ 2-3 วินาที แล้วมีเสียงคลื่นซัดเข้าหาชายฝั่งปิดท้าย แล้วค่อยๆแผ่วลง จนหายไป..จะฟังให้เหงาก็เหงาได้ จะฟังให้เซ็น ก็นึกถึงชีวิตว่า มันต้องดำเนินไปเรื่อยๆ มีสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตามทำนองดนตรี ที่วนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้ สุดท้ายก็เหมือนคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ทุกอย่างจบลงเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น