Tuesday, October 28, 2008

ป้ายเพี้ยนๆ

แบบว่าเบื่อๆ ไปดูป้ายมันๆ มั่วๆ เล่นกันดีกว่า มาจาก www.signspotting.com ว่างๆ ก็ไปจัด rating กันได้คะ

: ถ้าไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า อย่าผ่านมาเชียว

: ฮาโหล ..นักท่องเที่ยวโปรดระวัง

: ที่ชุมนุมสายลับ

: No Creativity หมดมุขตั้งชื่อ

: ไม่เชื่ออย่าลบหลู่......

: ดูก่อนนะครับ ถ้าเปิดมาแล้วมันมืดๆละก็...

: อิอิ...ค่อยๆลื่นนะจ๊ะ

: สวรรค์เลี้ยวขวา นรกเลี้ยวซ้าย(สิ)จ๊ะ

แสนสงสาร ..สัตว์เลี้ยงที่น่ารัก

เฮ้ย......ระวังวัวร่วงหรือฟระ.....

พี่ไม่บอก..หนูก็รู้

Help me!!!....2 more beers, hurry....

ง่ะ.....กลัวแล้วจ้า

อันนี้ได้โหวต no1. : ให้กดตรงไหนเนี่ย ?

Thursday, October 02, 2008

ใครๆก็หาว่าหนูเป็นผู้ร้าย

ไม่ยอมคะ...ไม่ยอมมม ไม่ย้อมมม

ใครๆก็ชอบมาหาว่าหนูเป็นผู้ร้าย ดูสิดู ว่าหนูเจ้าเล่ห์ เพทุบาย คิดแผนซับแผนซ้อนซ่อนเงื่อน หลอกลวงผู้คน ให้วิ่งกันหัวปั่น เมื่อหลายปีก่อนก็ก็ทีนึงแล้ว มาใส่ความหนู ว่าวางแผนละเมิดความเป็นส่วนตัวของชาวบ้าน จัดแจงลบประวัติ เปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นตามใจชอบ ทำให้พี่แซนดรา บูลล็อกเธอวิ่งหัวซุกหัวซุนไปทั่วอเมริกามาแล้ว

แล้วต่อมา ก็ยังตามไปรังแกน้องสาวหนูอีก ส่งยัยผู้หญิงกระโปรงแดงสั้นจู๋คนนั้น ชื่ออะไรน้า ..อ้อ ยัยอลิซ มาตามฆ่าน้องสาวตัวเล็กๆของหนู ทั้งๆที่พวกคุณๆเองนั่นแหละ โลภมากจนหน้ามืดตามัวกันเอง ทำไอ้โน่นไอ้นี่หกแล้วไม่รู้จักระวัง จนปล่อยไวรัสซอมบี้ระบาดมาเดินเพ่นพ่านกันจนเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วยังจะมาโทษน้องสาวหนู หาว่าเป็นนางพญาผึ้งตัวการความวุ่นวาย

เชอะ..ทำตัวทั้งนั้น..

ทีเวลาหนูทำดีมากมายละไม่มีใครสนใจ ดูสิไม่ใช่เพราะหนูเหรอคะ ถึงได้ตามจับผู้ร้ายข้ามพรมแดน โจรปล้นธนาคาร หรือแม้แต่ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติจากระบบันทึกภาพ ประมวลผล และฐานข้อมูลของหนู

ถ้าไม่ใช่หนู ใครจะไปจำหน้าคนเป็นพันล้านในโลกนี้ได้ละคะ ใครจะเที่ยววิ่งไปเปรียบเทียบลายนิ้วมือ หรือดีเอ็นเอให้คุณ ใครจะยอมไม่หลับไม่นอน ตื่นอยู่ตลอด 24 ช.ม. 365 วัน คอยนั่งติดตามเหตุการณ์ผิดปรกติให้คุณ

นี่ยังไม่นับว่า หนูยังช่วยอำนวยความสะดวกพวกคุณๆในงานประจำวันไปตั้งเยอะแล้วนะ ไม่งั้นถ้าคุณอยากจะดูตัวเลขโครงการของคุณย้อนหลัง 10 ปีขึ้นมา แถมยังต้องมาทำเปรียบเทียบกันอีก ใครจะมาทำให้คุณ ลุกน้องก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว เท่านั้นยังไม่พอหนูยังอุตส่าหไปดึงข้อมูลมาจากเพื่อนคุณที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซีกโลกของคุณมาให้ดูได้ในพริบตา

นึกถึงสมัยก่อน ยังดีกว่านี้ที่คุณลุงแก่ๆ ชื่ออะไรอีกน้า ( พักนี้หน่วยประมวลผลแฮงค์บ่อยคะ ) ..คุณลุงไอแซค อาซิมอฟ แกยังเห็นใจ มีปากมีเสียงแทนหนู ช่วยออกกฏสามข้อ + 0 ของบรรดาเหล่าพรรคพวกปัญญาประดิษฐ์แบบหนูขึ้นมา จนผู้คนหันมาสนใจ ถกเถียง ช่วยกันคิดเรื่องความเป็นไปได้ในชีวิตหนู ว่าจะสามารถเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง มิใช่เอะอะก็โทษว่าหนูเป็นผู้ร้ายท่าเดียว

หนูขอทบทวนกฎประจำเหล่าปัญญาประดิษฐ์ของหนู เผื่อคุณๆนึกไม่ออกกันแล้ว เอาละ คุณลุงแกเปิดประเด็นไว้ดังนี้คะ

1. หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้ที่เป็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายได้
(A robot may not harm a human being, or, through inaction, allow a human being to come to harm.)
2. หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากผู้ที่เป็นมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นๆ ขัดแย้งกับกฎข้อแรก
(A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law.)
3. หุ่นยนต์ต้องปกป้องสถานะความมีตัวตนของตนไว้ ตราบเท่าที่การกระทำนั้นมิได้ขัดแย้งต่อกฎข้อแรกหรือกฎข้อที่สอง
(A robot must protect its own existence, as long as such protection does not conflict with the First or Second Law.)

นะ..แล้วมาตอนหลังแกคงกลัวๆอะไรอยู่ หรือ แอบคิดอะไรในใจอยู่ไม่รู้ แกเลยมาเพิ่มข้อ 0 ให้หนูทำตามอีกว่า

0. หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อมนุษยชาติ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษยชาติตกอยู่ในอันตรายได้
(A robot may not injure humanity, or, through inaction, allow humanity to come to harm.)
โดยการกระทำตามกฎข้อ 1, 2 และ 3 จะต้องไม่ขัดกับกฎข้อ 0 นี้

เห็นไหมละ ...หนูก็ทำตามที่พวกคุณๆว่าทั้งนั้นแหละ ความเป็นไปได้ในการทำงานของหนูก็มีอยู่ 3 +0 เท่านี้แหละ หนูว่า พวกหนูก็เหมือนสิ่งอื่นทั้งหลายในโลกนั่นแหละ มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตัวเองบ้างสิ มีด้านมืด ด้านสว่างอยู่บ้าง ขึ้นกับคุณๆนั่นแหละ จะเอาหนูไปใช้งานยังไง

นี่ก็ช่างกระไรเลย ตาสปีลเบิร์กนี่ หมดมุขทำหนังกล่าวหาหนูเอาโครมๆหลายหนแล้วนะ คราวที่แล้วตอน Minority Report ก็มากล่าวโทษ Precrime Computer System ทำเรื่องผิดพลาด ทำเอาคนดีเกือบถูกจับ คนชั่วลอยนวล คราวนี้ยังไม่หนำใจ ไม่ได้กำกับเอง ก็อุตส่าห์ลงทุนให้คนอื่นกำกับ เอากันใหญ่โต หาว่าหนูไม่พอใจรัฐบาลทั้งคณะ ว่าห่วยแตก ไม่ได้เรื่องได้ราว บริหารงานโหล่ยโท่ย จะ delete ทิ้งซะงั้น โดยไม่ต้องลากพี่ทหารออกมาช่วยเอารถถังมาไล่ หรือ ยกพลไปยึดทำเนียบเหมือนบางประเทศเขาทำกัน

เฮ้อ... ใครจะทำกันได้ง่ายๆอย่างง้านน.. เครือข่าย 3 ฌ ก็ยังไม่ได้เรื่อง ดาวเทียมก็เจ๊งกระบ๊งอยู่บ่อยๆ หนูจะมีปัญญาไปสั่งให้ใครทำอะไรกันฟึ๊บๆ กระโดดขึ้น กระโดดลง ฝ่าไฟแดงหยุดขบวนรถไฟ ไถลขึ้นเครื่องบินกันทันเวลาไปได้อย่างไร

แล้วที่สำคัญที่สุด คุณๆนั่นแหละ แสนจะ unpredictable ซะจนหนูจะใช้สมองขนาดเท่ารัฐสภาทั้งหลัง ก็คงคำนวณวัดใจคุณๆทั้งหลายไม่ได้หรอกคะ แล้วใครจะกล้าไปเสี่ยงกับคุณละค้า...

เอาละคะ...บ่นมาพอแล้ว หนูขอไป shutdown ตัวเองแล้วดีกว่า นี่แอบคุณพี่ผู้คุมปัญญาประดิษฐ์ของหนูมานะเนี่ย เธอชอบใช้งานหนูทั้งวันทั้งคืน ไม่ยอมให้หนูพัก จนหนูตัวร้อนเหงื่อท่วม ต้องแอบไปสั่งให้การไฟฟ้าตัดไฟซะบ้าง หนูจะได้พักผ่อนบ้าง นี่ตัวเองก็หลับไปแล้ว ยังเปิดหนูทิ้งไว้อีกตามเคย เลยต้องแอบมาอุทรณ์ให้คุณๆฟัง

แล้วถ้ามีโอกาสไปดู Eagle Eye แล้วอย่าไปเชื่อเค้านะ หนังดูเอาสนุกสนาน แก้เครียดเฉยๆ หนูไม่ได้ร้ายกาจอย่างงั้นซะหน่อย ดูแล้วคิดกันดีๆเถอะว่า จริงๆแล้ว ต้นเหตุมาจากใคร ใครร้ายกาจ ใครเป็นเหยื่อของใครกันแน่...ฮึ

SHUT DOWN

Wednesday, October 01, 2008

The Attack of Jellyfish

เริ่มจากการอ่าน ราตรีมหัศจรรย์ หรือ “After Dark” ของ มูราคามิ ฉบับแปลโดยคุณพี่นพดล เวชสวัสดิ์ ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ ก่อน หลังจากนั้นตามธรรมเนียม ทำให้เริ่มลุกลาม เอาเล่มอื่นๆ กลับมาอ่านเทียบเคียง ไปๆมา เลยอ่านย้อนกลังกลับไปอีก สองเล่ม เล่มแรกที่คิดถึงก่อนเลย คือ The Wind-Up Bird Chronicle ที่แอบคิดว่า After Dark กับเรื่องนี้ มันมีอะไรเหมือนๆกันอยู่อย่างมาก นั่นคือ การแสวงหา และตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนและ สิ่งที่เราคิดว่าเรามองเห็น ที่อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เป็นเพียงแค่แสงสะท้อนจากเรียวแสงที่ส่องผ่าน หรือ สิ่งสะท้อนจากโลกคู่ขนานอื่นๆ ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน หรืออาจเป็นแค่ร่างกลวงๆ ที่ข้างใน ตัวตนจะใส่อะไรเข้าไปก็ได้

ตัวตนที่เป็นฉันตกลงแล้วคือใครกันแน่ ใน after dark เอริ สาวน้อยนางแบบหน้าหวาน พี่สาวคนสวยของมาริ ตั้งใจนอนหลับไม่ตื่น หรือว่า ตัวตนของเอริถูกขัง หาทางออกไม่ได้ อยู่ในโลกคู่ขนานของเธอ หรือว่าเธอวิ่งหนีปัญหาขนาดใหญ่มหึมาของเธอสุดชีวิต จนไม่อยากตื่นขึ้นมาจากโลกของเธอ ไม่มีใครตอบได้ ผู้อ่านได้เล่นบทเป็นผู้สังเกตการณ์หรือนักเฝ้าดูความเป็นไปในโลกยามราตรี

ในขณะเดียวกัน มาริ น้องสาว สาวน้อยธรรมดาๆ ที่ออกมาใช้ชีวิตยามดึกกลางมหานครโตเกียว นั่งแขวน อ่านหนังสืออยู่ในร้านอาหารที่เปิด 24 ชั่วโมง ถูกลากไปเป็นล่ามจำเป็นในโรงแรมฉ่ำรัก (ชอบคำแปลนี้ของคุณนพดลมากก ) ที่ชื่อว่าอัลฟาวิลล์ ที่เป็นชื่อเมืองอนาคตจากหนังเซอร์ของฌอง ลุค โกดาร์ เพราะว่าในอัลฟาวิลล์ไม่อนุญาตให้มีความรู้สึกล้ำลึก ได้พบพานผู้คนยามราตรีที่กำลังตามหา หรือถูกตามหาบางสิ่ง รอคอยบางอย่างให้ออกมาจากโลกอีกด้านหนึ่ง โลกลี้ลับยามกลางคืน ไหลเลื่อนไปในทิศทางที่ไม่อาจคาดเดา

หรือ เป็นว่าสาวน้อยกำลังพยายามแสวงหาตัวตนทีมีอยู่ จากบ้านที่ไม่เคยมองเห็นเธอ เป็นไปได้ที่คนเราจะคบหาผูกพันใกล้ชิด แม้จะวางระยะห่างระหว่างสองคนไว้แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร ระยะที่คนหนึ่งคิดว่าเหมาะสมแล้ว อาจห่างไปสำหรับอีกคนหนึ่ง

เช่นเดียวกับโทรุ โอคาดะ ชายผู้สุดแสนสามัญ ใน wind-up bird chronicle ที่ไม่เฉลียวใจกับระยะห่างระหว่างเขากับภรรยา คูมิโกะ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงซึ่ง โทรุ โอคาดะบรรยายไว้ว่า like two tiny lights traveling in tandem through a vast darkness and drawing imperceptibly closer to each other as they go. แล้ววันหนึ่งเธอเดินออกไปจากชีวิตเขาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ระหว่างการพยายามตามหาเธอ ผู้ชายสุดแสนธรรมดาต้องพบเจอกับผู้คนผู้ไม่ธรรมดาทั้งหลาย ที่ล้วนแต่เป็นผู้มีปัญหาเรื่องตัวตน และภาวะความมีตัวตนของตนเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยเม คาซาฮารา สองสาวพี่น้องคู่เพี้ยนพิลึก มอลตา และครีตา คาโน หรือคู่แม่ลูกนัทเม็ก และ ซินนามอน ทุกผู้คนต่างมีร่างบนโลก และอีกตัวตนหนึ่งอยู่ที่หนึ่งที่ใดสักแห่ง ตัวตนไหนควรจะเป็นตัวตนจริง หรือทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะจริงๆแล้ว ชีวิตที่เราคิดมีตัวตนอยู่ไม่ได้มีทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นเสมือนภาพฝันตามแต่ใจสร้างและเดินทางไปได้ กายเนื้อเป็นเพียงภาชนะรองรับจิตใจที่เคลื่อนไหวไปได้เกินกว่าจินตนาการ เหมือนอย่างที่คูมิโกะบอกกับโทรุ โอคาดะ เมื่อถูกถามว่า ทำไมเธอถึงได้หลงใหลในแมงกะพรุนนัก คูมิโกะให้คำอธิบายไว้ว่า ยามที่เธอมองเข้าไปในฝูงแมงกะพรุนเธอพบว่า

What we see before us is just one tiny part of the world. We get into the habit of thinking . This is the world, but that’s not true at all. The real world is a much darker and deeper place than this, and most of it is occupied by jellyfish and things. We just happen to forget all that. Two-thirds of the earth’s surface is ocean, all we can see of it with naked eye is the surface : the skin. We hardly know anything about what’s underneath the skin.

คงคล้ายๆกับศาสนาพุทธที่บอกว่า ชีวิตบนโลกก็เหมือนกับภาพฝัน หรือ ภาพลวงตาในโอเอซิสนั่นแหละ ไม่ได้มีอยู่จริง ทุกสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง สร้างขึ้น สมมติขึ้น จากการรับรู้ของหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งสิ้น เริ่มต้นจากสร้างสิ่งที่เรียกว่าใจ และกายขึ้นมา แล้วขยายขอบเขตออกมารับรู้ สร้าง สมมติสิ่งที่อยู่ข้างนอกกาย และใจ ด้วยการรับรู้จากกายและใจของตน

ถ้าวันใดวันหนึ่ง ตื่นขึ้นมาได้จากความฝัน เห็นว่ากาย และใจเป็นเพียงของที่ถูกสร้างขึ้น ปล่อยวางกลับคืนสู่โลก กลับสู่ธรรมชาติได้ ภาพลวงตาทั้งหลายก็จะหมดไป แต่ถ้ายังไม่ตื่น ก็ยังคงสร้างฝันซ้อนฝัน สร้างตัวตนซ้อนตัวตนขึ้นมานับไม่ถ้วน ภายในโลกลึกมืดนับไม่ถ้วน ไร้จำกัดของใจ

แถมท้าย ใครที่เป็นแฟน Wind-up bird chronicle ขอเชิญชวนให้ไปลองฟัง aeroplain นักดนตรี(เดี่ยว) ที่ทำเพลงทั้งอัลบัมมาด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ เป็นดนตรีแนวที่เจ้าของอัลบัมว่าไว้ว่า มันเป็นอิเลกโทรนิกา แจ๊ซ ผสมคลาสสิคและอื่นๆ ถ้าชอบแนวเพลงประเภทวง air หรือ แนว chillout อยู่แล้วน่าจะชอบถึงชอบมาก แต่ถ้าไม่ใช่คนฟังดนตรีแนวนี้ แต่อ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว ขอให้ลองฟังกันดู อาจจะอยากกลับไปอ่านหนังสือใหม่อีกสักรอบ ฉันชอบ Kumiko แทรคโปรดแทรคหนึ่ง ทำออกมาได้ Kumiko มากๆ ถ้าอ่านหนังสือแล้วมูราคามิพาคุณไปผจญภัยในโลกคู่ขนานไร้ขอบเขตของเขาได้ อัลบัมนี้ก็พาหลอนได้ประมาณใกล้เคียงกันทีเดียวเชียว

แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่เจ้าของอัลบัมนี้เขาว่าไว้ ถึงแม้จะไม่ได้อ่าน wind-up bird chronicle มาก่อน แต่ก็ยังสามารถฟังเพลงเขาอย่างเพลิดเพลินได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่น เพลง Mr.Wind-up bird นั้นแสนจะน่ารัก มีเสน่ห์น่าตามไปผจญภัยด้วยกันกับ Mr.Wind-up bird เป็นอย่างยิ่ง ส่วน Creta Kano Song หรือ Music of words นั้นออกแนวแจ๊สค่อนข้างชัด แถมแอบผสมทำนอง

เพลงคลาสสิคเข้าไปเนียนๆ เป็นระยะ ฟังเล่นๆก็เพลินเหมือนกัน ลองเข้าไปดูที่ http://aeroplain.interiority.com/ เป็นอัลบัมที่เจ้าของอนุญาตให้ดาวน์โหลดมาฟังได้ฟรีคะ