Sunday, August 24, 2008

ยามปิศาจกวีมากระซิบข้างหู

ขุขุ...
เอาน่า คนเราต้องมีวันหลงๆ แบบนี้กันมั่ง
รอแป๊ปนะคะ เดี๋ยวน้องหวิวคนเดิม ผู้เอาจริงเอาจังจะกลับมา

ช่วงนี้อ่านลอร์ดไบรอน แล้วรู้สึกว่า โอ..ตายๆๆ คิดอะไรอย่างนี้ได้อย่างไร หรือเป็นไปตามกระแสอย่างที่ใครๆเขาบอกไว้ ช่วงนี้ความเหงาแสนเอ๊าท์ มูราคามิก็เลิกเหงา เฮียหว่อง คาร์ ไวก็เลิกเหงา พี่แอมก็เลิกเหงา จางอี้โหมวยิ่งเลิกเหงา จัดการแสดงโอลิมปิกมันกว่าเยอะ ( แต่ดิฉันยังแอบเหงาวังเวงกับการเมืองไทยอยู่เช่นเดิม )

อ่านแล้วยังแอบชอบใจ เหมือนดิ่มชากุหลาบขาว แสนหอม หรือ จิบเหล้าหวานผสมเกสรดอกไม้ ที่กลิ่นเกสรยังอวลอยู่ในปาก

กับ จุมพิตแรกแห่งรัก In the first kiss of love


Some portion of Paradise still is on earth,
And Eden revives, in the first kiss of love.

When age chills the blood, when our pleasures are past
For years fleet away with the wings of the dove
The dearest remembrance will still be the last,
Our sweetest memorial, the first kiss of love.

อันนี้ก็ชอบ

Love looks not with the eyes, but with the mind - Midsummer Night's

How happy some o'er other some can be!
Through Athens I am thought as fair as she.
But what of that? Demetrius thinks not so;
He will not know what all but he do know:
And as he errs, doting on Hermia's eyes,

So I, admiring of his qualities:
Things base and vile, folding no quantity,
Love can transpose to form and dignity:
Love looks not with the eyes, but with the mind;

And therefore is wing'd Cupid painted blind:
Nor hath Love's mind of any judgement taste;
Wings and no eyes figure unheedy haste:
And therefore is Love said to be a child,
Because in choice he is so oft beguiled.

Thursday, August 21, 2008

อะไรใหญ่ที่สุดในโลก

ได้รับข่าวร่วมสมทบทุน พิมพ์หนังสือ ธรรมบันเทิง ชวนม่วนชื่น ของพระอาจารย์พรหม โดยแก๊งน้องเหมียว อัจฉริยา ณ getdivas ชวนร่วมพิมพ์หนังสือ สำหรับแจกเป็นธรรมทานให้กับโรงเรียน หรือสถานสาธารณะต่างๆ หนังสือสุดสนุก อ่านง่ายๆ ได้ข้อคิด มุมมอง ที่เป็นสากล ไม่ว่าคนอ่านจะอยู่ในศาสนาใด หรือแม้แต่ไม่นับถือ และไม่สนใจศาสนาใดๆก็ตาม

แต่ก็ยังสามารถอ่านได้ อย่างน้อยๆๆที่สุด ก็เพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่เป็นพระฝรั่ง ที่มาบวชอยู่ในเมืองไทย และกลับไปสอนฝรั่งอีกรอบ ประสบการณ์จึงเป็นทั้งแบบ east meets west หรือ
อีสาณ พบ บักสีดา อย่างน่าคารวะ

มีหลายเรื่องสั้น ที่มาจากประสบการณ์ของผู้เขียน(พระอาจารย์พรหม) ที่หยิบมาอ่านทีไรก็โดนใจทุกรอบไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ขี้วัวเต็มรถบรรทุก" ที่ให้มุมมองการจัดการโศกนาฎกรรมในชีวิต ที่คุณก็ไม่ได้เชื้อเชิญ แต่มันก็เจ๋อมาเอง แต่หนึ่งในเรื่องโปรดที่จำได้แม่นโดยไม่ต้องกลับไปอ่านอีกคือ เรื่อง อะไรใหญ่ที่สุดในโลก ที่พระอาจารย์เล่าถึงลูกของเพื่อน (สมัยยังไม่บวช)

นึกออกไหมเอ่ย? เตรียมคำตอบไว้ได้เลย

ขออนุญาตเล่าแบบคร่าวๆนะคะ เดี๋ยวจะติดลิขสิทธิ์ออนไลน์ เอาเป็นว่า จากความทรงจำเรื่องเป็นดังนี้ คือ ในชั้นเรียนเด็กป.1 คุณครูถามนักเรียนในห้องว่า รู้ไหมว่า อะไรใหญ่ที่สุดในโลก เด็กชายคนหนึ่งตอบว่า พ่อผมคับ เด็กอีกคนหนึ่งที่เพิ่งไปสวนสัตว์ตอบว่า ช้างครับ เด็กหญิงอีกคนรีบแย่งตอบว่า ภูเขาก่ะ

เด็กหญิงลูกเพื่อนของพระอาจารย์ตอบคุณครูว่า "ตาของหนูค่ะ ใหญ่ที่สุดในโลกเล้ย" ขณะที่ทุกคนในชั้นเงียบไป เพราะกำลังคิดว่าหนูน้อยหมายความว่าอย่างไร เธอก็เฉลยว่า "ก็ตาหนูของหนูสามารถมองเห็นและเก็บภาพคุณพ่อ ช้าง ภูเขา และอื่นๆอีกมากมายไว้ได้ทั้งหมดในตา ดังนั้นตาสิคะที่ใหญ่ที่สุดในโลก"

โอ้ววว..นี่ไงที่เรียกว่า ปัญญา

แต่อย่างไรก็ตาม พระอาจารย์ได้เสริมท้ายเรื่องนี้ว่า จริงๆแล้วจิตใจของเราใหญ่กว่าดวงตาเสียอีก จิตใจของเราสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่ตามองเห็น แล้วยังเห็นมากกว่านั้นได้ด้วยจินตนาการของเรา รับรู้ถึงสิ่งที่ตาไม่เคยมองเห็น รับรู้สัมผัสทั้งของจริง และที่สิ่งที่ฝันถึง และยังรับรู้สิ่งที่อยู่เหนือสัมผัสทั้งห้า

ดังนั้น จะเห็นว่าจิตใจของเราสามารถรับรู้ทุกอย่างเท่าที่มนุษย์แต่ละคนจะสามารถรู้เห็นได้ จึงเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก :)

อ่านเรื่องเต็มๆ และเรื่องอื่นได้ที่
http://www.thawsischool.com/dhamma-book/download/chuanmuanchaen.pdf นะคะ

แถมเรื่อง ปัญญาที่ไม่ได้เกิดจาการสอนของเด็กอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของเจ้าตัวเล็กของเพื่อน ซึ่งคุณแม่ก็เหมือนคุณแม่ทั่วๆไปที่มุ่งหวังจะให้ลูกเรียนหนังสือเก่งๆ บทสนทนาแม่กะลูกวัย 6 ขวบลูกเป็นดังนี้

แม่ : น้องโอ๊ต ตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆนะลูก โตขึ้นน้องโอ๊ตจะได้ไปเป็นหมอ นะลูกนะ...
น้องโอ๊ต : ทำหน้างง ก่อนส่ายหัว
:ไม่เอาครับ ถ้าน้องโอ๊ตไปเป็นหมอ แล้วใครจะมาเป็นน้องโอ๊ตละครับ
แม่: โธ่.....ลูกชั้น นี่มันฉลาดหรือโง่กันแน่......

เรื่องรักส่วนตัว

แฮ่ม...ขอละเมิดกฏออนไลน์ประจำตัว เขียนเรื่องชีวิตส่วนตัวสักครั้ง

ช่วงนี้ชีวิตพบเจอกับเรื่องรักๆ ทั้งรักเริ่ม รักแท้(มีจริง) แล้วก็รักร้าง ของทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็ก

พวกรักเริ่ม กลัวกล้าๆ จะเดินหน้า หรือ จะวิ่งหนีดีนี่ ข้าพเจ้าได้แต่แอบยืนโบกธงเชียร์ให้กำลังใจอยู่ข้างๆเวที ไม่เริ่มก็ไม่ผ่านนะคะ..คุณขา บางทีมันก็เป็นแบบทดสอบของชีวิตที่เป็นเรื่องจำเป็นต้องเรียนรู้ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง เหมือนเรียนหนังสือมาตั้งเยอะ ถ้ามัวหนีไม่ยอมไปสอบ แล้วเมื่อไรจะสอบผ่าน เรียนจบกันเล่า .ฮึ ฮึ

คงต้องรีบไปอ่านหนังสือ "รักแท้มีจริง" ที่วางแผงทั่วไป และเปิดตัวกันไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ( เชียร์ เชียร์.. สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน) ถึงวันนี้ ยังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นรักแท้ได้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็ได้พยายามปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้ว เหมือนที่พี่เขาว่าไว้ว่า ใครสองคนที่ได้อยู่คู่กันนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะโชคดี หรือเป็นเหตุบังเอิญ หรือสุดท้าย หากมีเหตุให้ต้องจากกัน จะได้จากกันด้วยดี ไม่มีใครต้องบอบช้ำ

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็แอบใจแกว่งไปอยู่หลายวันเหมือนกัน เมื่อได้ยินข่าวรัก(ทำท่าว่าจะ)ร้าง ของน้องแฝดคู่ขนานต่างเพศ เรียกว่าน้องแฝดเพราะช่างมีชีวิตได้เหมือนกันเชียว

ที่ทำให้เศร้านิดๆ เพราะเห็นความยึดติดของตัวเอง ที่อยากให้เรื่องของเจ้าน้องแฝดสามารถมีตอนจบที่ต่างออกไปได้ แต่สถานการณ์ล่าสุด ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว

ที่จริงแล้ว สิ่งที่ทำให้ยากที่สุด สำหรับเรื่องรักต้องจาก ในมุมมองของฉัน คือ เรามักจะไม่ยอมรับสิ่งที่มันเกิดขึ้น และเฝ้าร่ำร้องว่า ทำไมมันไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น คิดไปคิดมาแล้วก็..

ทำไมมันไม่เป็นเหมือน "เมื่อก่อน" ทั้งๆที่ มันได้กลายเป็น past tense ไปแล้ว เป็นการมองกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และเข้าไปมีชีวิตอยู่ในอดีต ไม่ใช่เรื่อง ณ เวลาปัจจุบัน และการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันเลยแม้แต่นิดเดียว

จะไปเรียกร้องให้ทุกอย่างต้องเป็นเหมือนเดิม มีความรู้สึกเดิมๆ เป็นเรื่องที่เป็นความฝันแท้ๆ หากจะนึกว่า แม้แต่ความรู้สึกของเราเอง ยังสามารถเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นๆ ที่จะไปบังคับเขาให้เดินถอยหลังกลับไปได้ ช่างเป็นความอยากได้ ที่เป็นไปไม่ได้ซะจริงๆ

เวลาเขียนออกมาดูง่ายๆ ฉันรู้ แต่หลายๆคนคงบอกว่า ก็เวลาทำจริงมันยากนี่(หว่า)

ก็คงจริงครับ :) เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ฉันเองก็ใช้เวลาเรียนรู้ เรื่องความอยากได้ที่เป็นไปไม่ได้นี้อยู่หลายปีเหมือนกัน (ขอย้ำหลายๆๆๆๆปีนะเออ) กว่าจะเห็น และยอมรับว่าความอยากให้ได้อย่างใจตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตหนักอึ้ง

และเรียนรู้ว่าวิธีที่ง่ายในการปลดเจ้าก้อนหนักๆนี้ออกไป คือ ยอมรับมันไปว่า มันจะไม่ได้อย่างที่เราต้องการหรอก ไม่ได้ก็คือไม่ได้ อย่าไปมัว ถ้า หรือ เสียเวลา ทำไมอยู่

ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าไม่ได้ฝึกหัดนิสัย หรือ ซ้อมใจให้รู้จักกับการ"วาง" นี้ไว้บ้างกับเรื่องอื่นๆในชีวิต ถึงเวลาจริงๆ ก็คงเอาตัวไม่รอด กอดหมอนร้องไห้ไปฮือฮือ ( แฮะ แฮะ..เหมือนใครหว่า )

ที่สำคัญ หากวางได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้อง ผิดหวังจากกัน โกรธกัน ทุกคนมีสิทธิเลือก และมีสิทธิรอคนที่ใช่ของตัวเองทั้งนั้น

คงจะเหมือนกับที่หลายๆคนเคยว่าไว้ บางที่มันก็ไม่ใช่ the end แต่เป็น the new begiining ต่างหาก

:D เป็นกำลังใจให้ :D

Sunday, August 03, 2008

the super twisted song

โอ้ พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก..