Tuesday, September 30, 2008

เวลาดีใจกับคนอื่น ตัวเราจะเล็กลง

เวลาดีใจกับคนอื่น ตัวเราจะเล็กลง

มาอธิบายประโยคข้างบนเพิ่มเติมคะ เรื่องของเรื่องมาจากการแว่บสงสัยในเรื่องอื่นก่อน

เคยได้ยินมาบ้างไหมคะ เวลาเราไปรักใคร ก็จะถูกเตือนว่า ให้รู้จักรักตัวเองให้มากๆ อย่าไปทุ่มเทรักคนอื่น หรือ บางคนก็สอนว่า ถ้าไม่รู้จักรักตัวเอง ก็ไม่มีคุณสมบัติไปรักคนอื่นหรอก ต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็นก่อน

ในขณะเดียวกัน ตอนมาหัดปฏิบัติธรรม คำสอนที่โดนเปรี้ยงมากๆ คือ เรื่องของสมมติ และความไม่มีตัวไม่ตน ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฟังเรื่องของหมูกระดาษ ที่หลวงพ่อปราโมทย์เทศน์

สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ยังจำหมูออมสินสมัยเด็กๆได้ไหมคะ ที่ทำจากกระดาษทาสี ปะซ้อนๆกันหลายชั้น เป็นรูปหมูอ้วนกลม ตัวแดง ทาสีน้ำมันปล๊าบๆ หรือถ้าอธิบายให้ทันสมัยเด็กแนว คงต้องกล่าวๆสั้นๆกันว่า ทำเปเปอร์มาเช่รูปหมูน้อยออมสิน

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลอกกระดาษออกทีละชั้น ทีละชั้นไปเรื่อยๆ จนหมด สุดท้าย ก็จะเหลือแต่เพียงอากาศ ไหลไปรวมกับอากาศข้างนอก หมูน้อยออมสินหายไป

ที่เรียกว่าตัวเราก็เปรียบเทียบได้กับหมูกระดาษนั่นแหละ ตัวเราก็ถูกสร้างขึ้นมาจากเปลือกโน่นนี่ หลายชั้น ยิ่งโตขึ้น เปลือกของความเป็นตัวเราก็มากขึ้นๆ มีความเป็นตัวเรา มากขึ้นๆ ดังนั้นกลับกัน ในการปฏิบัติธรรม จึงเป็นกระบวนการในการเฝ้าสังเกตกายและใจของตนเอง จนรู้ว่าที่เรียกว่า ตัวเรานั้นเป็นเพียงสมมติเท่านั้นจะไปยึดถือว่ากาย และใจเป็นตัวเราไม่ได้เลย ลอกเปลือกที่สะสมไว้เพื่อสร้างความเป็นเราออกได้หมดเมื่อไร ก็เหลือแต่ธาตุธรรมชาติล้วนๆ ( ซิลิโคนที่เสริมเข้าไปไม่นับครับ )

อ่ะ..แล้วไงนี่ ตอนแรกก็แอบงงๆเหมือนกันว่า แล้วตกลงเอาไงดีนี่ ก็ตัวตนนั้นไม่มี จะไปยึดถือมันก็ไม่ได้ แถมเป้าหมายของการปฎิบัติคือ การรู้ในที่สุดว่า กายและใจเป็นของไม่เที่ยง เป็นของบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วทำมั๊ย ทำไมใครๆ ถึงชอบมาสอนให้หนูรู้จักรักตัวเอง

อันนี้แอบสงสัยแวบๆ ขึ้นมาระหว่างทางเดินในคืนหนึ่ง ตามประสาเจ้าหนูจำไม แล้วก็ได้คำตอบโดยเร็วพลันว่า มันก็เอามาอธิบายด้วยกันไม่ได้นะสิ คิดเอาแบบง่ายๆว่า ก็เหมือนเรียนคณิตศาสตร์นั่นแหละ ตอนอยู่ป 1 ก็เรียน หนึ่งบวกหนึ่ง อยู่ป 4 ก็เรียนสูตรคูณ พอเข้ามหาวิทยาลัยเค้าก็ให้เรียนแคลคูลัสสุดโหด มันก็คณิตศาสตร์ทั้งน้าน

ธรรมะก็เหมือนกันนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจของผู้สนใจเช่นเดียวกัน หลวงพ่อท่านยกตัวอย่างให้ฟัง(จากซีดี) ว่าถ้าผู้ฟังคนละระดับความเข้าใจแล้ว ก็เถียงกันเหนื่อยเปล่า เหมือนบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กับอีกทีบอกว่าไม่มีตัวตนนั่นแหละ

แล้วก็เลยได้มุมมองใหม่ของการปฏิบัติธรรม จากการฟังซีดีด้วยว่า หัวใจของคำสอนที่ให้ คนเราทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้ผ่องแผ้ว สองอันแรกนั้น มีเป้าหมายเพื่อจะลดกำลังหรือ ความแรงของ อัตตา หรือความเป็นเรานั่นเอง

เคยนึกไหมว่า ทำไมคนเราถึงต้องพูดโกหก ก็เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน เลยต้องปกป้องตัวเองไว้ก่อน หรือไปแย่งชิงของ ของชาวบ้านมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ หรือ ของสำคัญทางจิตใจ ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็เพื่ออยากให้ตัวเองมีความสุข เป็นการกระทำเพื่อเซิร์ฟตัวตนของเราเองทั้งสิ้น

ในทางกลับกัน การมีสัจจะ รักษาคำพูด ถึงแม้จะต้องทำให้ตัวเองยุ่งยากมากขึ้น ก็เป็นการปกป้องตัวเองให้น้อยลง การมีเมตตา ก็หัดรักคนอื่นเสียบ้าง นอกจากรักตัวเอง การมีมุทิตา มีความยินดีกับผู้อื่นเสียบ้าง เมื่อเห็นเขามีความสุขหรือได้ดี ทั้งหมดนี้ต่างเป็นไปเพื่อให้กำลังในการยึดติดตัวตนของเราบรรเทาเบาบางลงบ้าง

เมื่อไปสำคัญมั่นหมายกับตัวตน หรือจะเอาให้ได้ดั่งกายและใจต้องการน้อยลง ความทุกข์ก็น้อยลงตามไปเอง เพราะไอ้ที่ทนๆกันไม่ได้ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบ้าน การเมือง หรือเศรษษฐกิจ นี่ก็เพราะเราอยากให้ดั่งใจ หรือ ได้สิ่งที่ตัวเราไม่อยากได้ กันทั้งนั้น

ที่เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกคะ พักนี้ชักรู้สึกว่า ตัวเองตัวใหญ่ขึ้น เลยขอเขียนเอากระดาษออกจากหมูกระดาษบ้าง บางลงหน่อยก็ยังดี

Meditation.mp3 -

Tuesday, September 16, 2008

ว่าด้วยหญิงสาว และชายหนุ่ม (ฉบับย่อ)

ช่วงนี้หายไปทำตัวเป็น main commentator (ประหนึ่งเจ๊ม้า ในเดอะ สตาร์) ในเว็บของพี่คนหนึ่ง ที่ต้องบอกว่าเป็นเมน คอมเมนเตเตอร์ คือ ทำลายสถิติ ว่าเกือบเต็มกระดานอยู่คนเดียว

จะว่าว่างนักก็คงไม่ใช่ แต่โจทย์มันมีอะไรสะกิดใจอยู่นิดนึงเหมือนกัน ไ ม่ใช่ในหัวเรื่องของของพี่เขาเท่าไรนัก แต่ระหว่างที่นึกตอบคำถาม แอบตั้งข้อสังเกต และติดกับดักความคิดของตัวเองว่า ผู้หญิง และผู้ชายนั้น คงจะมีมุมมองในเรื่องของการแสดงความรู้สึก และความรัก แตกต่างกันอย่างมากมายแน่นอน

อย่างที่มีคนตั้งข้อสังเกตกันไว้ว่า บุคคลิกของเพศชายนั้นเป็นฝ่ายรุก หรือพูดให้งามๆว่าเป็นฝ่ายที่แสดงออกให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำ และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่บุคคลิกของฝ่ายหญิงนั้น ถนัดเป็นฝ่ายรับ หรือ เป็นฝ่ายเป็นที่รับฝากใจ ถูกปกป้องดูแล เสียมากกว่า ดังนั้น เอาเข้าจริงแล้ว ระหว่างที่สวมวิญญาณการเป็นคอมเมนต์เตเตอร์อยู่บนเว็บ ก็แอบรู้สึกขำๆตัวเองอยู่ว่า กำลังทำอะไรอยู่เหมือนกัน

ด้วยว่าโจทย์นั้นเป็นการเลือก seductive song เพลงที่ฟังแล้วพาให้หลงใหลเคลืบเคลิ้ม ฝันหวานตาลอย จินตนาการไปไกลลิบ (ถ้าอยู่คนเดียว) หรือ สบตา ตกหลุมรัก อารมณ์ปั่นป่วน กระเจิดกระเจิงไปกับหนุ่ม(หรือสาว)ที่นั่งอยู่ด้วย แบบมีผีเสื้อสิบตัวบินอยู่ในท้อง ทั้งหมดนี้ ฉันแอบคิดว่า ทำไมผู้ชายคิดอะไรยากจัง ต้องมีเนื้อเพลง โดนๆ กันถึงจะ เป็นseductive หรืออย่างไร ความจริงแล้ว ธรรมชาติเดียวที่ทำให้หญิงสาวใจอ่อน อารมณ์หวั่นไหว จะ seduced เธอนั้นแสนง่ายนิดเดียว แค่ชายหนุ่มของเธอ บอกคำสั้นๆว่ารักเธอ แค่นี้ก็เป็นสุดยอดของการ seduced กันแล้วละ

ขอเลือกเพลงแบบมุมมองผู้หญิง ผู้หญิง แล้วกันนะคะ ล่วงเกินหัวใจ นรีกระจ่าง

ก็อาจจะเป็น ได้เพราะเธอ อบอุ่นอ่อนโยนกว่าคนอื่น

หรืออาจจะเป็นที่แววตาซึ้งๆ บอกซึ่งความจริงใจ

ยอมให้เธอล่วงเกินหัวใจ ก็พอที่เหลือรอเวลา

แล้ววันหนึ่งฉันสัญญา ฉันจะเป็นของเธอ

Sunday, September 14, 2008

Dali in the Kitchen

ในฐานะที่เราต้องอำลาท่านผู้นำ(ซะที) ผู้ซึ่งตั้งแต่มีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คงเป็นผู้นำที่คลั่งไคล้การทำกับข้าวเป็นที่สุด จนเป็นเหตุถึงกับให้ท่านต้องออกจากตำแหน่งไปซะง่ายๆเช่นนั้น ดังนั้นฉันจึงขอกลับมารีวิวถึงการทำอาหาร ร่วมเป็นการไว้รำลึก และแสดงความยินดี (เอ่อ..) ที่เราจะได้มีคนทำอาหารเก่งๆ กลับมาทำอาหาร และจ่ายตลาด วงการพ่อคร้ว แม่ครัวกระทะเหล็กทั้งหลายคงกลับมาคึกคัก ว่าท่านจะกลับมาจัดรายการอาหาร(ได้)อีกไหม อย่างไร เมื่อไร หรือจะต้องเจออีกคดี ได้ไปจัดรายการวิพากษ์อาหารกันแถวลาดขวาง

แต่อย่างไรก็ตาม พ่อครัวสุดยอดในช่วงสองสามปีนี้ มิใช่ใครในเมืองไทย แต่ในวงการอาหารทั่วโลกต่างพากันยกให้พี่คนนี้ Ferran Adria จากสเปน เป็นอันดับหนึ่งในการสรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านอาหาร คนที่เห็นอาหารของคุณพี่ Ferran เข้าไปสักทีแล้วถึงกับนิ่งอึ้งตะลึงกันไปทุกที อันร้าน El Bulli ของ คุณFerran Adria นั้น ติดอันดับที่หนึ่ง ของร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2005-2008

El Bulli เป็นร้านอาหารเล็กๆ อยู่ริมหน้าผา ชายฝั่ง Roses นอกเมือง Barcelonaออกไป ข่าวว่าไปก็ยาก ขับรถคดเลี้ยวเลี้ยวลดไปตามถนนหักศอก ริมผาไปตลอดทาง 100 ไมล์จากบาร์เซโลนา แต่ร้านเล็กๆนี้ มีคิวจองเต็มยาวไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีที่นั่งประมาณ 50 ที่ ซึ่งสูสีกับคนทำงานในครัวซึ่งก็มีประมาณเท่าๆกับลูกค้า

สิ่งที่ทำให้ El Bulli โดดเด่นขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง แบบหลายปีนี้ไม่มีใครแซงได้ คือวิธีการสรรสร้าง แปรรูป เปลี่ยนสัมผัสการรับรู้อาหารของ Ferran ยกตัวอย่าง appetizer drink ตัวหนึ่งในร้าน คือ Frozen Gin & Hot Lemon Fizz จินตนาการว่า คุณถือแก้วค๊อกเทล ด้านล่างมีเกล็ดน้ำแข็ง syrup ผสม Gin เย็นเฉียบ ด้านบนมี มูสครีมขาว รสมะนาว ร้อนๆ แล้วคุณก็ยกแก้วดื่มทีเดียวทั้งช็อต ให้ทั้งครีมมูส นุ่มๆ รสมะนาว ร้อน และ frozen gin เย็นเจี๊ยบ เข้าไปผสม ละลายกันในปาก ทั้งครีมมูสอุ่นๆ กับเกล็ดนำแข็ง gin เย็นๆ ไหลผ่านลงคอไประหว่างร้อนกับเย็นลงไปเป็นทาง นั่นแหละเวทมนตร์ของ Ferran Adria

Ferran Adria นั้นแสนสนุกสนานกับการ deconstruct อาหารแบบ Traditional dish แล้วใช้เทคนิคด้าน texture และ temperature เปลี่ยนอาหารจานเดิม ให้เป็นอาหารใหม่ที่คุณไม่เคยจินตนาการมาก่อน

เทคนิคขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของเขา ที่กลายเป็น signature ของ Ferran ไปแล้ว คือ การเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้มาอยู่ในรูปโฟมมูส โดยใช้ไนตรัสออกไซด์ ( สำหรับคุณๆ ที่ไม่ค่อยเข้าครัว ขอให้นึกถึงเครื่องทำวิปครีมแบบขวดๆ ที่เราเทครีมลงไปเขย่าในขวดอัดแก๊ส แล้วมันจะออกมาเป็นวิปครีมเบาฟู แสนนุ่มนั่นแหละ ) Ferran มีทั้ง permesan foam, ฟัวกราส์ มะเขือเทศ วัตถุดิบทำอาหารแทบทุกประเภทที่คุณนึกออก มาเปลี่ยนรูป และใส่ "อากาศ" เข้าไปในเนื้อวัตถุดิบ เสิร์ฟพร้อมกับอาหารจานหลัก

หลายๆคนถึงกับให้นิยามอาหารของ Ferran ว่าเป็น Techno Cuisine ค่าที่ต้องมีการ deconstruct อาหารกันในระดับโมเลกุล และมากับสูตรทางวิทยาศาสตร์ อย่างเช่นไนตรัสไดออกไซด์ แคลเซียมคลอไรด์ (aka น้ำปูนของคุณยายไง แหมบ้านราใช้กับอาหารมาตั้งนานแล้วน่า) เจลาตินละลายใช้แปรรูปอาหาร เช่น ทำเส้นเฟ็ตทูชินี ที่ทำจากน้ำซุป (consumme ) โดยใช้เจลาตินละลาย แล้วตัดแบ่งเป็นเส้น เสิร์ฟร้อน ตักเข้าปากแล้วเส้นเจลาติน ก็ละลายกลายเป็น consumme ในปากเป็นต้น

แต่อย่าเพิ่งเบะปากใส่ปาก อาหารรูปแบบแหวกแนวอย่างนี้เชียว สุดยอด chef ทั่วโลก รวมทั้งchef ฝรั่งเศสหัวสูงทั้งหลายยังยอมลงให้รสชาติอาหาร และรูปแบบความสร้างสรรค์ในการทำอาหารของ Ferran ที่ทั้งออกมารสชาติดี และหน้าตาสวยล้ำเกินบรรยาย จนหลายๆคนถึงกับเปรียบเทียบเขาให้เป็น Salvadore Dali in the Kitchen เพราะนอกจากจะเป็นชาว catalan เหมือนกันแล้ว ยังมีผลงานสร้างสรรค์แนวล้ำยุค เซอเรียล ออกมาเช่นเดียวกัน และถึงแม้อาหารจะดูหวือหวาขนาดไหน แต่ Ferran ก็ยอมรับว่า อาหารของเขาได้แรงบันดาลใจมาจาก tradition dishes นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Spanish & Mediteranian Cuisines เหมือนที่เขาบอกไว้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่า " To have the future, you have to have the past. "

สำหรับฉัน หลังจากที่นั่งอ่านและศึกษา บวกกับจินตนาการสูตรอาหารต่างๆของพี่เขามาเป็นเดือน พบว่า หลายๆสูตร ก็มิได้ยุ่งยากวุ่นวาย ต้องมีครัวระดับล้านกันเลย บางสูตรนั้น ถึงกับร้อง เฮ้ย... ง่ายๆอย่างนี้เลยหรือ ยกตัวอย่างเช่น เอาบาแกตต์มาหั่นให้บางเฉียบ แล้วเอาช็อกโกแล็ตดีๆโปะหน้า เข้าเตาอบ สักแป๊ป พอขนมปังเหลือง ออกมาโรยด้วยเกลือ (ดีๆ) และน้ำมันมะกอก อร่อยนะเออ จะบอกให้ เค็มๆ หวานๆ

หรือจะเอาฮาร์เกนดาสไอศครีม มาละลายในไมโครเวฟ แล้วเอากลับไปอัดแก๊ส ทำเป็นวิปครีมใหม่ Voila...cappucino espuma รูปที่เห็นนี้เอามาจาก http://www.movable-feast.com/2006/09/espesso.html ซึ่งเป็น edible espresso espuma (foam) จากร้าน Lavazza ในชิคาโก เป็นสูตรของพี่ Ferran เขาเช่นเดียวกันกล่าวโดยย่อ เอา espresso ร้อนมาผสมกับแผ่นเจลาติน ตีให้เป็นโฟม เอาแช่เย็น เสิร์ฟในรูปแบบมูสเย็น สำหรับพวกนิยมกาแฟยามบ่าย แต่ไม่อยากดื่มกาแฟร้อน แต่ก็ไม่อยากดื่มกาแฟอัดน้ำแข็ง เป็นต้น

Monday, September 08, 2008

Joanna Wang สาวน้อยมหัศจรรย์

เอาไปเลยห้าดาวคะ กับสาวน้อยเสียงสวย ชาวไต้หวัน Joanna wang อายุอานามเพิ่งจะ 20 ปี แต่เสียงร้องชวนให้นึกถึง นักร้องแจ๊สชั้นนำทั้งหลาย หลายคนบอกว่าเธอเป็นเหมือน Norah Jones ของไต้หวัน ค่าที่เธอเป็นลูกสาวคนดังในวงการดนตรี เธอมีพ่อเป็น producer ชื่อดังของไต้หวัน แล้วก็มาร้องเพลงแจ๊สได้ไพเราะเพราะพริ้งเหมือนกัน แต่ฉันว่าฟังเสียงแล้วชวนให้นึกถึง น้อง Diana Krall ที่ร้องเสียงโทนต่ำได้แสนสวยเหมือนกัน

อัลบัม start from here เป็น debut album แรกที่ออกมาเมื่อต้นปี 2008 นี้เอง แล้วก็ประสบความสำเร็จกลายเป็นอัลบัมขายดีอันดับหนึ่งของไต้หวันไป ถึงจะเป็นนักร้องไต้หวัน แต่ก็มีมือดีจากฝั่งแคลิฟอร์เนียทั้งหลายมาช่วยกันทำอัลบัมให้สาวน้อยคนนี้

ถึงแม้ว่าจะเพิ่งอายุ 20 แต่เธอก็สะสมประสบการณ์มาพอตัว ระดับขึ้นเล่น open jam session ในงานเทศกาลดนตรี หรือ ตามผับของไต้หวันมาตั้งแต่อายุ 15 จนหลายๆ คนที่เพิ่งเคยฟังเธอเป็นครั้งแรก นึกว่าคนร้องจะต้องอายุมากกว่านี้แล้วแน่

นอกจากจะเล่นเปียโน และกีตาร์ในอัลบัมของตัวเอง ( อ้อ..เป็นนักกีตาร์มือซ้ายด้วยละ ) น้องหนู Joanna ยังเขียนเพลงเองไว้หลายเพลงในอัลบัม อย่างเช่นเพลงที่เปิด คือ Bada Bada ที่เธอเขียนเพลงเองด้วย ช่างได้บรรยากาศฟังเพลงหน้าฝน นอกจากนั้นยังมีเพลงที่ฮิตไปแล้ว เช่น Lost in paradise หรือ เพลงที่ฉันชอบจัง ฟังทีไรแล้วขำๆ คือ the best mistake I 've ever made ขอให้ไปหาฟังได้ตาม youtube มี mv ออกมาแล้ว

ในอัลบัมนี้มีทั้งหมด 12 เพลง มีเพลง cover มา 2 เพลง คือ True และ NewYork State of Mine กระแสข่าวซุบซิบแว่วว่า ตัวจริงเสียงจริงของเธอนั้น ชอบเพลงแรงๆกว่าอัลบัมชุดนี้เยอะ แต่ต้นสังกัด (sony bmg) นั้นไม่ค่อยปลื้มด้วย กลัวไม่ขาย ขอให้ไปดูใน youtube channel ของเธอ (jeminijem) ที่เธอโพสต์เพลงที่ร้องเล่นๆ ในอพาร์ทเมนต์ของเธอ มีทั้ง the door, david bowie, paul mccartney แอบแทรกๆอยู่กับแนว jazz ของเธอ หลายๆคลิบดูแล้วก็แสนขำ หัวยุ่งแบบเพิ่งตื่นนอน ทรงเครื่องชุดนอนมาเล่นกีตาร์ แถมห้องยังรกซร้า.... ฮาจริงๆ ต่างจากอัลบัมเป็นอย่างมาก

Bada Bada - Joanna Wang