เวลาดีใจกับคนอื่น ตัวเราจะเล็กลง
เวลาดีใจกับคนอื่น ตัวเราจะเล็กลง
มาอธิบายประโยคข้างบนเพิ่มเติมคะ เรื่องของเรื่องมาจากการแว่บสงสัยในเรื่องอื่นก่อน
เคยได้ยินมาบ้างไหมคะ เวลาเราไปรักใคร ก็จะถูกเตือนว่า ให้รู้จักรักตัวเองให้มากๆ อย่าไปทุ่มเทรักคนอื่น หรือ บางคนก็สอนว่า ถ้าไม่รู้จักรักตัวเอง ก็ไม่มีคุณสมบัติไปรักคนอื่นหรอก ต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็นก่อน
ในขณะเดียวกัน ตอนมาหัดปฏิบัติธรรม คำสอนที่โดนเปรี้ยงมากๆ คือ เรื่องของสมมติ และความไม่มีตัวไม่ตน ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฟังเรื่องของหมูกระดาษ ที่หลวงพ่อปราโมทย์เทศน์
สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ยังจำหมูออมสินสมัยเด็กๆได้ไหมคะ ที่ทำจากกระดาษทาสี ปะซ้อนๆกันหลายชั้น เป็นรูปหมูอ้วนกลม ตัวแดง ทาสีน้ำมันปล๊าบๆ หรือถ้าอธิบายให้ทันสมัยเด็กแนว คงต้องกล่าวๆสั้นๆกันว่า ทำเปเปอร์มาเช่รูปหมูน้อยออมสิน
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลอกกระดาษออกทีละชั้น ทีละชั้นไปเรื่อยๆ จนหมด สุดท้าย ก็จะเหลือแต่เพียงอากาศ ไหลไปรวมกับอากาศข้างนอก หมูน้อยออมสินหายไป
ที่เรียกว่าตัวเราก็เปรียบเทียบได้กับหมูกระดาษนั่นแหละ ตัวเราก็ถูกสร้างขึ้นมาจากเปลือกโน่นนี่ หลายชั้น ยิ่งโตขึ้น เปลือกของความเป็นตัวเราก็มากขึ้นๆ มีความเป็นตัวเรา มากขึ้นๆ ดังนั้นกลับกัน ในการปฏิบัติธรรม จึงเป็นกระบวนการในการเฝ้าสังเกตกายและใจของตนเอง จนรู้ว่าที่เรียกว่า ตัวเรานั้นเป็นเพียงสมมติเท่านั้นจะไปยึดถือว่ากาย และใจเป็นตัวเราไม่ได้เลย ลอกเปลือกที่สะสมไว้เพื่อสร้างความเป็นเราออกได้หมดเมื่อไร ก็เหลือแต่ธาตุธรรมชาติล้วนๆ ( ซิลิโคนที่เสริมเข้าไปไม่นับครับ )
อ่ะ..แล้วไงนี่ ตอนแรกก็แอบงงๆเหมือนกันว่า แล้วตกลงเอาไงดีนี่ ก็ตัวตนนั้นไม่มี จะไปยึดถือมันก็ไม่ได้ แถมเป้าหมายของการปฎิบัติคือ การรู้ในที่สุดว่า กายและใจเป็นของไม่เที่ยง เป็นของบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วทำมั๊ย ทำไมใครๆ ถึงชอบมาสอนให้หนูรู้จักรักตัวเอง
อันนี้แอบสงสัยแวบๆ ขึ้นมาระหว่างทางเดินในคืนหนึ่ง ตามประสาเจ้าหนูจำไม แล้วก็ได้คำตอบโดยเร็วพลันว่า มันก็เอามาอธิบายด้วยกันไม่ได้นะสิ คิดเอาแบบง่ายๆว่า ก็เหมือนเรียนคณิตศาสตร์นั่นแหละ ตอนอยู่ป 1 ก็เรียน หนึ่งบวกหนึ่ง อยู่ป 4 ก็เรียนสูตรคูณ พอเข้ามหาวิทยาลัยเค้าก็ให้เรียนแคลคูลัสสุดโหด มันก็คณิตศาสตร์ทั้งน้าน
ธรรมะก็เหมือนกันนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจของผู้สนใจเช่นเดียวกัน หลวงพ่อท่านยกตัวอย่างให้ฟัง(จากซีดี) ว่าถ้าผู้ฟังคนละระดับความเข้าใจแล้ว ก็เถียงกันเหนื่อยเปล่า เหมือนบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กับอีกทีบอกว่าไม่มีตัวตนนั่นแหละ
แล้วก็เลยได้มุมมองใหม่ของการปฏิบัติธรรม จากการฟังซีดีด้วยว่า หัวใจของคำสอนที่ให้ คนเราทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้ผ่องแผ้ว สองอันแรกนั้น มีเป้าหมายเพื่อจะลดกำลังหรือ ความแรงของ อัตตา หรือความเป็นเรานั่นเอง
เคยนึกไหมว่า ทำไมคนเราถึงต้องพูดโกหก ก็เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน เลยต้องปกป้องตัวเองไว้ก่อน หรือไปแย่งชิง”ของ” ของชาวบ้านมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ หรือ ของสำคัญทางจิตใจ ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็เพื่ออยากให้ตัวเองมีความสุข เป็นการกระทำเพื่อเซิร์ฟตัวตนของเราเองทั้งสิ้น
ในทางกลับกัน การมีสัจจะ รักษาคำพูด ถึงแม้จะต้องทำให้ตัวเองยุ่งยากมากขึ้น ก็เป็นการปกป้องตัวเองให้น้อยลง การมีเมตตา ก็หัดรักคนอื่นเสียบ้าง นอกจากรักตัวเอง การมีมุทิตา มีความยินดีกับผู้อื่นเสียบ้าง เมื่อเห็นเขามีความสุขหรือได้ดี ทั้งหมดนี้ต่างเป็นไปเพื่อให้กำลังในการยึดติดตัวตนของเราบรรเทาเบาบางลงบ้าง
เมื่อไปสำคัญมั่นหมายกับตัวตน หรือจะเอาให้ได้ดั่งกายและใจต้องการน้อยลง ความทุกข์ก็น้อยลงตามไปเอง เพราะไอ้ที่ทนๆกันไม่ได้ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบ้าน การเมือง หรือเศรษษฐกิจ นี่ก็เพราะเราอยากให้ดั่งใจ หรือ ได้สิ่งที่ตัวเราไม่อยากได้ กันทั้งนั้น
ที่เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกคะ พักนี้ชักรู้สึกว่า ตัวเองตัวใหญ่ขึ้น เลยขอเขียนเอากระดาษออกจากหมูกระดาษบ้าง บางลงหน่อยก็ยังดี 

0 Comments:
Post a Comment
<< Home