Saturday, April 26, 2008

มหาภารตยุทธ


เพิ่งวนกลับมาอ่าน มหาภารตยุทธ ฉบับ อ.กรุณา – เรืองอุไร กุศลาศัย อ่านถึงตอนที่ พระกฤษณะ ที่เล่นบทคนกลาง พยายามเป็นทูตเจรจาสร้างสันติภาพ ระหว่างกลุ่มกษัตริย์เการพ และปาณฑพ ถึงแม้ว่าจะเป็นทูตสันติภาพ ระดับพระนารยณ์อวตาร อย่างพระกฤษณะ ซึ่งพยายาม ใช้ทั้งปิยวาจา คำขู่ รวมถึงแสดงอิทธิฤทธิ์ของพระนารยณ์อวตาร แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจกลุ่มกษัตริย์เการพได้ พระกฤษณะจึงได้แต่กลับไปแจ้ง กลุ่มพี่น้องปาณฑพและพันธมิตรว่า ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสงครามนั้น คงจะไม่มี ในมหาภารตยุทธ ฉบับของอ.กรุณาฯ ท่านแปลไว้ว่า “ ตำราว่าไว้ว่า วิธีที่จะเอาชนะศัตรูนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ (1) สามน۪ อันได้แก่การเจรจาออมชอม (2) ทาน ได้แก่การให้อามิส เพื่อให้ศัตรูเปลี่ยนใจ (3) เภท การยุให้ศัตรูแตกสามัคคีกัน เมื่อวิธีหรืออุบาย 3 ประการดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ท่านให้ใช้วิธีที่ 4 คือ ทัณฑ์ หรือทำสงคราม” อ่านแล้วให้เข้าใจนักวางกลยุทธสงครามกลางเมืองทั้งหลายขึ้นมาอีกหน่อย สงสัยว่า นอกจากจะอ่านสามก๊ก และซุนวูกันแล้ว คงจะมีหลายคนที่นำอุบายของมหาภารตยุทธไปใช้ด้วยแน่เทียว แต่อย่างไรก็ตาม อันสงครามกลางเมืองในมหาภารตยุทธ แห่งท้องทุ่งกุรุเกษตรนั้น ก็ได้พาผู้คนไปตายและฉิบหายกันมากมาย ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายสมัย อย่าง ภีษมะ ผู้ใหญ่ฝ่ายเการพ ซึ่งถึงแม้ไม่อยากรบ แต่ก็ต้องมารบเป็นหน้าที่ สุดท้ายก็ต้องศรแห่งอรชุนทั่วร่าง หรือ โทรณาจารย์ อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นอาจารย์ที่เคารพของกลุ่มกษัตริย์ทั้งสองฝ่าย ในวัย 85 ปี ถูกลากมาเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเการพ สุดท้ายก็ยังถูกตัดศีรษะกระเด็นในสนามรบ หรือแม้แต่ผู้ช่วย ระดับ “มือที่มองไม่เห็น” ของ “กลุ่มพันธมิตร”พี่น้องปาณฑพ อย่างพระกฤษณะ ซึ่งเป็นถึงพระนารยณ์อวตาร สุดท้ายยังต้องคำสาปของนางคานธารี แม่ของกลุ่มกษัตริย์เการพ โทษฐานลำเอียง ช่วยกลุ่มพระเอก อย่างจงใจตลอดเวลา ยังต้องต้องคำสาปให้ไปซัดเซพเนจร จบชีวิตเดียวดายกลางป่า และญาติวงศ์ บ้านเมืองล่มสลาย ในมหาภารตยุทธนั้น แบ่งแยกฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรมไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายพระเอก คือ กลุ่มพี่น้องกษัตริย์ปาณฑพ ส่วนฝ่ายอธรรมหรือ ฝ่ายผู้ร้าย คือ กลุ่มกษัตริย์เการพ ที่เป็นประเภทผู้ร้ายวางแผนยึดบ้าน ยึดเมืองคนอื่น แอบเล่นเกม(สกา)ขี้โกง สร้างกติกาใหม่ขึ้นมารองรับเอง เมื่ออีกฝ่ายแพ้แล้ว ก็พยายามซ้ำให้ตาย ไม่เลิกรา (คุ้นๆไหม) ฝ่ายพระเอกก็พยายามยึดมั่นในกติกา และความสงบ ไม่เป็นพวกขี้แพ้ ชวนตี แต่สุดท้ายเมื่อถูกกลั่นแกล้งมากเข้า จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ในที่สุดก็เลยต้องลุกขึ้นมารบกันให้บรรลัย อันนี้ไม่เหมือนแถวบ้านฉัน ดูๆแล้วที่กำลังรบกันอยู่นั้น แยกไม่ออกสักทีว่ากลุ่มไหนพระเอก กลุ่มไหนผู้ร้าย ดูคล้ายๆกัน ชอบกล จะเชียร์ใคร ก็เชียร์ไม่ได้ถนัดปาก ได้แต่ถอนใจเฮือกๆอยู่คนเดียว

สงครามในมหาภารตยุทธนั้น มีความหมายอันลึกซึ้ง ที่มีผู้คนแปลความหมายในแง่ต่างๆไว้มากมาย ตั้งแต่ในเรื่องของกระทำหน้าที่ ต่อจิตสำนึก ภาระแห่งชนชั้น สงครามแห่งจิตใจ ฯลฯ แต่สำหรับฉัน ณ วันนี้ คงเห็นแต่เพียงความหมายตรงๆ ของมันว่าอาณุภาพของ สงครามนั้น ช่างทำลาย และบิดเบือนทั้งชีวิต และจิตใจของผู้คนที่เข้าร่วมสงครามนั้นๆ ฝ่ายพระเอกหรือ ฝ่ายพี่น้องปาณฑพเองนั้น ใช่ว่าจะไม่สูญเสีย อรชุนผู้เก่งกาจในสนามรบถึงกับสูญเสียลูกชาย ที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวไปในสนามรบ และเกือบๆจะสูญเสียหลานที่เป็นทายาทของเผ่าพันธ์ไปด้วยอีกคน ถ้าพระกฤษณะไม่มาช่วยไว้ทัน

ยุธิษฐิระ พี่ชายคนโต ซึ่งมีฉายาว่า ธรรมบุตร ด้วยความเห็นแก่องค์และชัยชนะของฝ่ายตน ยังต้องมีทริคในการกล่าวคำอสัตย์ เพื่อให้โทรณาจารณย์หลงเชื่อ และหมดกำลังใจในการต่อสู้ ผลของการนี้ ทำให้ “ธรรมบุตร” ที่ได้รับการยกย่องทั่วบ้านทั่วเมือง ต้องมีชื่อเสียงด่างพร้อย รถรบที่เคยมีกำลังวิเศษ ลอยอยู่สูงพื้นดินได้ ก็ตกลงมาติดพื้นดิน เหมือนรถของคนธรรมดาทั้งหลายทั้งปวงไปในทันที

เห็นสัจธรรมได้ข้อหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นพระเอก หรือผู้ร้าย ลงว่าได้ฆ่าใครไป หรือ พูดจาเพ้อเจ้อ อสัตย์บิดเบือน อย่างไรก็ตาม ย่อมต้องได้รับผลตอบสนองคืนไป โดยไม่เลือกข้างว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ หรืออธรรม และสงครามนั้นไม่เคยเลือกข้างของความเสียหาย


เพลงคราวนี้คือ ศรแห่งอรชุน ( เข้ากั๊น เข้ากันกับเรื่อง ) ของน้าแอ๊ด คาราบาว คนโปรดของฉันในสมัยหนึ่ง ความจริงสมัยที่ฮิตเพลงนี้อยู่ ไม่เคยรู้ความหมายของเพลงหรอก ร้องกันเอามันเข้าว่า แบบว่า ฟังแล้วฮึกเหิม ชวนไปตีกันกับคนอื่นดี ..เฮ้ พวกเราคือนักรบ พวกเราคือสงคราม

0 Comments:

Post a Comment

<< Home