Sunday, April 27, 2008

บทเรียนของการอ่อนซ้อม กับ อาการ”เกรียน”

อาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งเห็นอะไรบางอย่างกับการคะนองเที่ยวไปคอมเมนต์ชาวบ้านเล่น

เหตุเกิดจากการคืนว่าง ที่มีเวลาเข้าไป ลัลลา ยู้ฮูกับบ้านคนโน้นคนนี้

แล้วก็ไปสะดุดเอาข้อความในบ้านของเพื่อนคนหนึ่ง โดยไม่ทันนึกอะไร ( ก็แปลว่า ไม่มีสตินั่นเอง)

ก็พลันเขียนคอมเมนต์วิจารณ์บ้านเขาตูมไป

ปิดเครื่องเดินออกจากห้องไปแล้ว ก็พลันมีโยนิโสมนสิการ ( อืมม์...ช้าจริงแกนี่ดูตามหลังเป็นนาทีเลยเชียวนะ) อันก็คือ การวางใจให้ถูกมุม พอพลิกถูกมุมปุ๊ป ก็แทบจะร้อง เฮ้ย..ไอ้เมื่อกี้นั่นมันอัตตาตัวเองอย่างเบิ้มเลยนี่นา เที่ยวไปคอมเมนต์คนอื่น โดยใช้มุมมอง และบรรทัดฐานของตัวเองเป็นตัวตัดสินคนอื่น

นอกจากนั้น ที่เห็น และที่เป็น (ไปแล้ว) คือ อาการอยากมีตัวตน และอยากให้คนอื่นเห็นตัวตน โดยแสดงออกด้วยการใช้วาจา(แอบ)ทิ่มชาวบ้านเขาแถมยังเป็นแบบ ใช้สมองซีกซ้ายขวาประมวลผลพร้อมกัน ( แปลว่ามุขมันลึกอ่ะ เลยไม่มีคนจับได้) แอบอวดฉลาด (ที่ความจริงไร้สาระ)

คุณๆ คงเคยมีประสบการณ์กันมาบ้าง พวกเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือ คนใกล้ๆตัว ที่มีความสุข สะใจกับการใช้วาจาทิ่มแทง เสียดสี หรือ จิกตีชาวบ้าน ทำเข้าบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย วันไหนไม่ได้ทิ่มแทงใคร วันนั้นก็จะไม่มีใครมองเห็น กลายเป็นมนุษย์ผู้ไม่มีตัวตนไป นั่นแหละคือที่ฉันอยากบอก

ความจริง อาการคล้ายๆแบบนี้ ชาวสังคมออนไลน์ เขามีศัพท์เฉพาะเรียกกันว่า เกรียน กล่าวโดยง่าย พวกเกรียนทั้งหลาย คือพวกที่อยู่ๆ เข้ามาป่วนเว็บโดยไม่มีเหตุผลและสาระ เข้ามาใช้คำหยาบคาย ด่าทอผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล หรือ ทำตัวเรียกร้องความสนใจ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทั้งข้อเขียนและความคิด

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่พวกเกรียนต้องการ คือ เรียกร้องให้มีคนสนใจ เกรียนบางคน แอบยิ้มที่มีคนเข้ามาด่า หรือโต้ตอบ เดิมที พวกเกรียนจำกัดอยู่ในสังคมเกมส์ออนไลน์ แต่ต่อมาได้แพร่ระบาดเข้ามาในเว็บบอร์ดยอดนิยมต่างๆ และ เวทีสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตอื่นๆ

ถึงฉันจะยังไม่ถึง ระดับ เกรียน หรือ เกรียนเทพ” (J 55) แต่นี่เป็นครั้งแรกในระยะนี้ ที่เห็นทัน( ถึงจะช้าไปนิด) แรงผลักแฝง หรือกิเลส ที่มากับการเขียน ซึ่งปรกติแล้วจะเห็นแต่การติดดี และการเขียนดีๆเข้าไว้ จะได้ดูๆเป็นคนดี ซึ่งก็ยังเป็นกิเลสประเภทหนึ่งเหมือนกัน J แต่อันที่จริงแล้วนางมารในร่างก็ยังกินดีอยู่ดีเหมือนเดิม

นี่คงเป็นบทเรียนของการอ่อนซ้อมของการปฏิบัติของฉัน ที่ช่วงนี้มัวเพลินเพลิดกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ ละเลยกับการปฏิบัติพื้นฐานไป จน(เกือบ)จะดูใจตัวเองไม่ทัน ..เฮ้อ อย่างที่อาจารย์ท่านว่าไว้ ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของไม่ใช่ยังพูดอยู่ (ตรงนี้ไง)

คิดถึงพี่ผู้เป็นกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ที่เคยเตือนไว้ให้ระวังๆ การใช้อินเตอร์เน็ต เพราะ หากพลาดพลั้ง สร้างกรรมไม่ดี ก็สามารถกระทบไปถึงคนหมู่มาก ต่อเนื่องกันไปลูกโซ่อย่างมหาศาล เกินความคาดคิด ถ้าใช้ในทางที่ดี ก็เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน และการเข้าเว็บบอร์ดบ่อยๆ อาจทำให้เกิดอาการฟุ้งไปได้ ( อย่างฉันนี่ไง) แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่มีโจทก์ เนื่องจาก (น่าจะเป็น)โจทก์ไม่เข้าใจมุข แถมยังท่าจะงงๆว่า แก

โวยวาย ขอโทษทำติ้วไร (55) แต่เพื่อเป็นการทบทวนข้อผิดพลาดของตนเอง เลยขอเอามาเขียนประจาน เอ้ย เป็นประสบการณ์เสียหน่อย

ช่วงนี้เห็นที จะต้องอำลาไปสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (ทางธรรม) หน่อยละคะ เดี๋ยวจะโอตากุมากกว่าเดิม บาย J

หมายเหตุ : สนใจ เรื่อง "เกรียน" ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อันไซโคลพิเดีย ไร้สาระนุกรมเสรี http://th.uncyclopedia.info/wiki/Grean ได้นะคะ หรือ ถ้าต้องการมีประสบการณ์ตรงกับเกรียน ขอให้ไปตั้งกระทู้การเมืองล่อเป้าไว้ตามเว็บบอร์ดดังๆ แต่ถ้าสนใจเรื่องการปฏิบัติ เพื่อให้ถึงเป้าหมายแห่งการพ้นทุกข์ ขอให้ตรงไปยัง http://www.wimutti.net เลยค้า

Saturday, April 26, 2008

มหาภารตยุทธ


เพิ่งวนกลับมาอ่าน มหาภารตยุทธ ฉบับ อ.กรุณา – เรืองอุไร กุศลาศัย อ่านถึงตอนที่ พระกฤษณะ ที่เล่นบทคนกลาง พยายามเป็นทูตเจรจาสร้างสันติภาพ ระหว่างกลุ่มกษัตริย์เการพ และปาณฑพ ถึงแม้ว่าจะเป็นทูตสันติภาพ ระดับพระนารยณ์อวตาร อย่างพระกฤษณะ ซึ่งพยายาม ใช้ทั้งปิยวาจา คำขู่ รวมถึงแสดงอิทธิฤทธิ์ของพระนารยณ์อวตาร แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจกลุ่มกษัตริย์เการพได้ พระกฤษณะจึงได้แต่กลับไปแจ้ง กลุ่มพี่น้องปาณฑพและพันธมิตรว่า ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสงครามนั้น คงจะไม่มี ในมหาภารตยุทธ ฉบับของอ.กรุณาฯ ท่านแปลไว้ว่า “ ตำราว่าไว้ว่า วิธีที่จะเอาชนะศัตรูนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ (1) สามน۪ อันได้แก่การเจรจาออมชอม (2) ทาน ได้แก่การให้อามิส เพื่อให้ศัตรูเปลี่ยนใจ (3) เภท การยุให้ศัตรูแตกสามัคคีกัน เมื่อวิธีหรืออุบาย 3 ประการดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ท่านให้ใช้วิธีที่ 4 คือ ทัณฑ์ หรือทำสงคราม” อ่านแล้วให้เข้าใจนักวางกลยุทธสงครามกลางเมืองทั้งหลายขึ้นมาอีกหน่อย สงสัยว่า นอกจากจะอ่านสามก๊ก และซุนวูกันแล้ว คงจะมีหลายคนที่นำอุบายของมหาภารตยุทธไปใช้ด้วยแน่เทียว แต่อย่างไรก็ตาม อันสงครามกลางเมืองในมหาภารตยุทธ แห่งท้องทุ่งกุรุเกษตรนั้น ก็ได้พาผู้คนไปตายและฉิบหายกันมากมาย ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายสมัย อย่าง ภีษมะ ผู้ใหญ่ฝ่ายเการพ ซึ่งถึงแม้ไม่อยากรบ แต่ก็ต้องมารบเป็นหน้าที่ สุดท้ายก็ต้องศรแห่งอรชุนทั่วร่าง หรือ โทรณาจารย์ อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นอาจารย์ที่เคารพของกลุ่มกษัตริย์ทั้งสองฝ่าย ในวัย 85 ปี ถูกลากมาเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเการพ สุดท้ายก็ยังถูกตัดศีรษะกระเด็นในสนามรบ หรือแม้แต่ผู้ช่วย ระดับ “มือที่มองไม่เห็น” ของ “กลุ่มพันธมิตร”พี่น้องปาณฑพ อย่างพระกฤษณะ ซึ่งเป็นถึงพระนารยณ์อวตาร สุดท้ายยังต้องคำสาปของนางคานธารี แม่ของกลุ่มกษัตริย์เการพ โทษฐานลำเอียง ช่วยกลุ่มพระเอก อย่างจงใจตลอดเวลา ยังต้องต้องคำสาปให้ไปซัดเซพเนจร จบชีวิตเดียวดายกลางป่า และญาติวงศ์ บ้านเมืองล่มสลาย ในมหาภารตยุทธนั้น แบ่งแยกฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรมไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายพระเอก คือ กลุ่มพี่น้องกษัตริย์ปาณฑพ ส่วนฝ่ายอธรรมหรือ ฝ่ายผู้ร้าย คือ กลุ่มกษัตริย์เการพ ที่เป็นประเภทผู้ร้ายวางแผนยึดบ้าน ยึดเมืองคนอื่น แอบเล่นเกม(สกา)ขี้โกง สร้างกติกาใหม่ขึ้นมารองรับเอง เมื่ออีกฝ่ายแพ้แล้ว ก็พยายามซ้ำให้ตาย ไม่เลิกรา (คุ้นๆไหม) ฝ่ายพระเอกก็พยายามยึดมั่นในกติกา และความสงบ ไม่เป็นพวกขี้แพ้ ชวนตี แต่สุดท้ายเมื่อถูกกลั่นแกล้งมากเข้า จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ในที่สุดก็เลยต้องลุกขึ้นมารบกันให้บรรลัย อันนี้ไม่เหมือนแถวบ้านฉัน ดูๆแล้วที่กำลังรบกันอยู่นั้น แยกไม่ออกสักทีว่ากลุ่มไหนพระเอก กลุ่มไหนผู้ร้าย ดูคล้ายๆกัน ชอบกล จะเชียร์ใคร ก็เชียร์ไม่ได้ถนัดปาก ได้แต่ถอนใจเฮือกๆอยู่คนเดียว

สงครามในมหาภารตยุทธนั้น มีความหมายอันลึกซึ้ง ที่มีผู้คนแปลความหมายในแง่ต่างๆไว้มากมาย ตั้งแต่ในเรื่องของกระทำหน้าที่ ต่อจิตสำนึก ภาระแห่งชนชั้น สงครามแห่งจิตใจ ฯลฯ แต่สำหรับฉัน ณ วันนี้ คงเห็นแต่เพียงความหมายตรงๆ ของมันว่าอาณุภาพของ สงครามนั้น ช่างทำลาย และบิดเบือนทั้งชีวิต และจิตใจของผู้คนที่เข้าร่วมสงครามนั้นๆ ฝ่ายพระเอกหรือ ฝ่ายพี่น้องปาณฑพเองนั้น ใช่ว่าจะไม่สูญเสีย อรชุนผู้เก่งกาจในสนามรบถึงกับสูญเสียลูกชาย ที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวไปในสนามรบ และเกือบๆจะสูญเสียหลานที่เป็นทายาทของเผ่าพันธ์ไปด้วยอีกคน ถ้าพระกฤษณะไม่มาช่วยไว้ทัน

ยุธิษฐิระ พี่ชายคนโต ซึ่งมีฉายาว่า ธรรมบุตร ด้วยความเห็นแก่องค์และชัยชนะของฝ่ายตน ยังต้องมีทริคในการกล่าวคำอสัตย์ เพื่อให้โทรณาจารณย์หลงเชื่อ และหมดกำลังใจในการต่อสู้ ผลของการนี้ ทำให้ “ธรรมบุตร” ที่ได้รับการยกย่องทั่วบ้านทั่วเมือง ต้องมีชื่อเสียงด่างพร้อย รถรบที่เคยมีกำลังวิเศษ ลอยอยู่สูงพื้นดินได้ ก็ตกลงมาติดพื้นดิน เหมือนรถของคนธรรมดาทั้งหลายทั้งปวงไปในทันที

เห็นสัจธรรมได้ข้อหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นพระเอก หรือผู้ร้าย ลงว่าได้ฆ่าใครไป หรือ พูดจาเพ้อเจ้อ อสัตย์บิดเบือน อย่างไรก็ตาม ย่อมต้องได้รับผลตอบสนองคืนไป โดยไม่เลือกข้างว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ หรืออธรรม และสงครามนั้นไม่เคยเลือกข้างของความเสียหาย


เพลงคราวนี้คือ ศรแห่งอรชุน ( เข้ากั๊น เข้ากันกับเรื่อง ) ของน้าแอ๊ด คาราบาว คนโปรดของฉันในสมัยหนึ่ง ความจริงสมัยที่ฮิตเพลงนี้อยู่ ไม่เคยรู้ความหมายของเพลงหรอก ร้องกันเอามันเข้าว่า แบบว่า ฟังแล้วฮึกเหิม ชวนไปตีกันกับคนอื่นดี ..เฮ้ พวกเราคือนักรบ พวกเราคือสงคราม

รักษาสุขภาพด้วยนะ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทำงานหักโหมทำงานหนักกัน วันหยุดที่ผ่านมา ยังต้องเกาะหน้าจอ
ทำงานกันตลอดถึงดึกดื่น เที่ยงคืน ( แต่ก็มีเวลาแอบมาเล่น ฮิฮ้า กับคนนั้น คนนี้อยู่ ) ตื่นขึ้นมาแต่ละวันรู้สึกประหนึ่งเหมือนถูกช้างเหยียบตอนที่เผลอหลับไป

ล่าสุด เจ้าน้องสวยแสนดีในที่ทำงานปั่นงานให้ฉันจนถึง ตี 4 อีกวันหนึ่งสลบหัวน็อกพื้นไปโดยไม่รู้สึกตัว จำไม่ได้ว่าไปสลบอยู่ตรงนั้นได้ยังไง สรุปว่าต้องนอนโรงพยาบาลไปหนึ่งวัน หนึ่งคืน
แถมยังมีอาการโคลงเคลงอยู่ตลอดเวลา คงต้องพักอีกหลายวัน

ไม่คุ้ม ไม่คุ้มเลยจริง

ดูแลสุขภาพกันบ้างนะครับ...พี่น้อง

มีเวลาว่างออกไปวิ่งเล่น ดูฟ้า ดูดาวบ้าง
(ถ้าออกกำลังกาย อย่าลืมไปเล่นบาสนะ อิอิ....โยนลูกมาให้วิวละ
เพราะวิวเป็น..ห่วง..
ขอจบมุขควายแต่เพียงเท่านี้)


เพลงคราวนี้จะเกี่ยวกับหัวข้อหรือปล่าวไหมเนี่ย แต่เวลาเหนื่อยๆ ฟังเพลงของพี่เค้าแล้วก็ดีนะ...

( 8 เมษ 51 )

คิดถึง


5 เม.ย. 2551, 20:06 น.

คิดถึงการถ่ายภาพแบบใช้ฟิล์ม...ใครเป็นบ้าง

สมัยเมื่อกล้องดิจิตอลออกมาใหม่ ฉันก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่รีบวิ่งไปซื้อกล้องมาใช้ แล้วก็แอบดีใจว่า ช่างถ่ายง่ายสะดวกสบายเสียจริงๆ ต่อไปนี้ไม่ต้องวิ่งไปซื้อฟิล์ม เวลาอยากจะไปเที่ยวไหน หรือบางทีไปเที่ยวแล้วฟิล์มไม่พอ เดือดร้อนต้องเที่ยววิ่งหา

ยังไม่นับว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายซื้อฟิล์มแบบต่างๆ iso 100 200 400 มาเก็บไว้ แถมยังต้องมีค่าล้างอัดรูปอีกต่างหาก ..สมัยยังอายุน้อย เงินในกระเป๋าก็น้อยตาม ได้แต่คิดว่าเปลืองชมัด

พอมีกล้องดิจิตอลออก ฉันดีใจเนื้อเต้น ถ่ายเล่น ถ่ายทิ้งถ่ายขว้าง ไม่ชอบใจก็ลบทิ้ง ถ่ายมาก็ไม่ต้องเสียค่าอัด แถมมีลูกเล่นต่างๆ ให้เล่นแต่งภาพได้ตั้งเยอะ ...สนุกจัง คุณภาพกล้อง ก็มีการพัฒนาตามขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเรียกว่าในระดับ SLR แล้ว แทบจะไม่มีความต่างกันเลย บรรดาช่างภาพมือเซียนทั่วโลกทั้งหลาย ต่างพากันเปลี่ยนมาใช้กล้องแบบดิจิตอลกันหมด

กล้องแบบใช้ฟิล์มเรียกว่าแทบจะกลายเป็นวัตถุเก่าเก็บสำหรับการสะสมไป เด็กรุ่นหลังน่าจะแทบไม่รู้แล้วว่า เอาฟิล์มใส่กล้องแบบให้ลงล็อกหนามเตยนั้นทำอย่างไร

ทำไมไม่รู้ ..ในขณะนี้ทุกวันนี้การถ่ายรูปกลายเป็นวัฒนธรรมฟาสต์ฟูด เราสามารถถ่ายภาพกันได้ทุกที่ ทุกเวลา เก็บทุกขณะ ความประทับใจ โดยใช้อุปกรณ์แสนง่ายที่มีอยู่ติดตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวเล็ก กล้องในโทรศัพท์มือถือ เว็บแคมอันเล็ก หรือจะเป็นแบบ SLR คุณภาพสูง

ฉันแอบคิดถึงบรรยากาศของการตั้งใจถ่ายภาพ เล็งมุมกล้อง มองแล้วมองอีก แสงพอหรือเปล่า มุมนี้ถ่ายออกมาแล้วจะสวยไหม ความระทึกใจเวลาไปรับรูปที่ร้านล้างรูป รูปนั้นจะออกมาดีเหมือนที่คิดไหม หรือว่า ตั้งใจถ่ายอย่างเต็มที่ แต่ออกมาดำปื๋อทั้งม้วน ด้วยว่าใส่ฟิล์มไม่ดี หรือสมัยเรียนถ่ายรูป เวลาลุ้นตอนต้องล้างรูปเอง แล้วภาพที่เราถ่ายมันค่อยปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆบนกระดาษ ถ้ารูปออกมาสวยก็อยากจะกระโดดร้องเฮให้ตัวลอย

ถ้าจากความรู้สึก กล้องดิจิตอล คงขาดอารมณ์เหล่านี้ไป เราแลกความสะดวกสบาย การตอบสนองอารมณ์ และความรู้สึกได้ทันใจ แบบ fast process กับ slow process ไปเสียแล้ว ไม่ชอบก็เอาใหม่ ให้ได้อย่างใจนึก ไม่มีคำว่าไม่ได้อย่างใจเหมือนอย่างกล้องถ่ายรูปรุ่นเก่า ถ่ายไม่สวยเราก็ลบทิ้งทันใด อย่าเสียเวลากันเลย

ว่าไปแล้ว ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่ ก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้อยู่แล้วนี่

นึกไปก็ขำๆตัวเอง มีแบบนี้ ก็อยากได้แบบโน้น มีแบบโน้นก็ไม่พอใจ เลยได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า อย่าไปตามใจ หรือ ความรู้สึกมันมากนัก อันว่าของปรุงแต่งทั้งหลายในโลก มาแล้วก็ไป เช่นนี้แล ขืนไปวิ่งตาม ชีวิตที่แสนเหนื่อยอยู่แล้วคงเหนื่อยมากขึ้นไปอีก

ไหนๆ ก็อยากย้อนยุคแล้ว ขอแนะนำอัลบั้มสุดน่ารักช่วงนี้ "Sweetนุช ต้นฉบับเสียงหวาน" เจ้าของเสียงเป็นคุณป้าวัย 65 ที่ร้องเพลงได้อย่างน่ารัก ฟังแล้วคันๆหัวใจ ขอช่วยป้าเค้าโปรโมทหน่อย ดูเนื้อร้องประกอบเพลงไป จะเห็นว่า มันคันสุดๆ...

เพลง รักยุคไฮเทค

บนโลก Hi-Tech ทุกอย่างเล็กลง
แต่รักฉันคง ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม
อยากมี Hard Disk ลง Program เสริม
เพิ่ม Ram พร้อมแจ่มด้วยภาพของเธอที่ Desktop

โลก Digital เรางอนง้อกัน
ทำ Card แล้วส่ง E - mail ให้เธอ
CPU รู้ Love Youเสมอ อย่าเผลอ
Delete รักเราลง Recycle Bin

ส่ง SMS พิมพ์คำข้อความ แนบคำนิยามที่สุดซึ้ง
เปิด Win Ampไว้ ด้วยเพลงคิดถึง
อยากให้เธอซึ้ง...กับความคิดถึง...ที่ฉันให้เธอ

เพลงที่ฉันโปรด Download ให้เธอ
ได้รับไหมเอ่ย ตอบด้วยขวัญใจ
อย่าด่วนใจร้อน Shut Down ไปไหน ปล่อยใจ
ให้ฉันลอยไปตามสาย....Cable

Bad Boy

ทำไมหญิงแสนดี ถึงได้ชอบชายร้าย หรือ Bad Boy

ใกล้ๆ ตัวน่าจะเคยเห็นกันมาบ้าง หรือที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ
คงเป็นวงการดารา คนดังทั้งหลาย

ดูหนุ่มๆ ฉายา Bad Boy ทั้งหลาย ดูมีหญิงสาวมาพัวพันมากมายเสียจน

ชายหนุ่มแสนดีหลายคนแอบอิจฉา อยากเป็น Bad Boy กับเขามั่ง

ว่าแล้วก็ลองถามเพื่อนสาวคนสนิท ผู้มีกิตติศัพท์ชอบ Bad Boy

เธอให้คำตอบง่ายๆว่า ผู้ชาย Bad Boy ดูมีเสน่ห์ มีสีสัน

ที่สำคัญ ชาย Bad Boy นั้น แท้จริงอาจจะไม่ได้ Bad จริง

เพียงต้องการปกปิดด้านที่อ่อนแอ หรือ จิตใจที่อ่อนโยนของตัวเองไว้

หรือต้องการทำตัวเป็นนักสู้ เพราะในชีวิตอาจไม่เคยได้ลิ้มรสชัยชนะใดๆ

ดังนั้น การได้เป็นผู้ค้นพบ ด้านอ่อนโยนของพ่อหนุ่ม Bad Boy

เลยการเป็นกับดัก ดักหญิงสาวแสนดีไว้..แน่นหนืด

ถ้าอย่างนั้น ที่จริงคงไม่ใช่หลงรัก Bad Boy หรอก

แต่เป็นการหลงรักด้านดีของ Bad Boy ต่างหาก

อันที่จริง ขอสารภาพว่าช่วงนี้ก็แอบหลงรัก Bad Boy
อยู่กับเขาคนหนึ่งเหมือนกัน

เป็น Bad Boy แบบ bad bad ขนานแท้

เป็นทั้งเสือผู้หญิง เห็นผู้หญิงเป็นแค่วัตถุสวยงามของการมีความสัมพันธ์

กบฎ พฤติกรรมถ่อย ปากร้าย ใช้ยาเสพติด

แต่ก็มีด้านที่อ่อนไหว โรแมนติค มีความเป็นศิลปินสูง

มีความสามารถสูง ทั้งเขียนเพลง ร้องเพลง ทำหนัง นักเขียน ฯลฯ

แต่ให้อยู่ด้วยคงจะเศร้า เหมือนๆที่เพื่อนสาวคนเดิมบอกไว้

ถ้าค้นเจอว่ามัน Bad จริงๆ ไม่ใช้แกล้งร้าย

ก็คงต้องเผ่น....ไปไกลๆ

อยากเห็นหน้ากัน ขอให้ไปดูวีดีโอที่หน้าโปรไฟล์

มีวิดีโอคลิปเป็นหลักฐานไว้ให้ดู

Je T’aime… Moi non plus.

(28 มี.ค. 51)

Sliding Door

sliding doors
22:34 น.


what if...?
จะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า ...
คนเรามักชอบถามตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิต
จะเป็นอย่างไร ถ้าวันนั้น ฉันพูดแบบนี้ออกไป หรือ เมื่อกี้นี้ ถ้าฉันถามประโยคนี้ออกไป หรือ ถ้าวิ่งทันขึ้นรถคันเมื่อกี้ได้ ฉันจะไม่เจอเหตุการณ์นี้ไหม

ในหนัง Sliding Doors(1998)เราเห็นภาพคู่ขนานของ เฮเลน (Gwnyneth Palthrow) สาว PR กลางเมือง London ที่วิ่งขึ้น tube ทันกลับบ้านไปเจอแฟนหนุ่มนอกใจคาอพาร์ทเมนต์ตัวเอง แล้วบอกเลิกกับแฟน ไปมีชีวิตใหม่ กับน้องเฮเลน (ผู้เซ่อซ่า) ขึ้นรถไม่ทัน กลับบ้านโดยไม่รู้เรื่องใดๆ และมีชีวิตทุกข์ทน หาเลี้ยงแฟนหนุ่มอยู่นาน

จนกระทั่งในโลกหนึ่งของคู่ขนาน เฮเลนได้เจอกับรักครั้งใหม่ และทำท่าจะมีชีวิตรักที่สมบูรณ์ กับอีกโลกหนึ่ง ที่เฮเลนตกทุกข์ได้ยาก ทนขมขื่นใจอยู่กับแฟนสาระเลว จนที่สุด ทั้งสองเฮเลนก็เจออุบัติเหตุเข้าเหมือนกัน

สุดท้าย ชีวิตก็ผกผัน และมีคำถามทิ้งไว้ให้คนดูว่า what if ไหนจะดีกว่ากันแน่

ที่จริง ในฐานะนักเรียนประถมข้างวัดอย่างฉันก็มีคำตอบอยู่บ้างในใจ

จะอันไหนก็ไม่รู้ แต่วิธีที่ดีที่สุด คือการอยู่กับปัจจุบัน
ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ถ้า..ฉันทำแบบนี้แล้ว เหตุการณ์คงจะไม่เป็นแบบนี้ คิดกันไปเหนื่อยปล่าว

ใครบางคน เคยบอกว่า เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว ก็เหมือนอาหารที่บูดเน่าไปแล้ว จะยกมาอุ่นอีกทำไม อุ่นอาหารที่เน่าไปแล้วอยู่ซ้ำๆซากๆ

เหมือนกับเรายังย้ำคิดอยู่ร่ำไปว่า ถ้า....

สู้หยุดคิดแล้ว ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ณ ลมหายใจต่อลมหายใจ ที่ควรจะเสียดาย คือเวลาที่เสียไปกับการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เกิดประโยชน์มากกว่าจะเสียดายว่า ถ้าวันนั้น....


(* หมายเหตุ - นอกเรื่อง- journal อันนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจาก
คุณพี่ที่ทำของหาย จนน้องเกิดจินตนาการเล่นๆ แบบหนัง sliding door _แฮะๆ ขอโต๊ดที่พาดพิง และขอได้รับความขอบคุณมา ณ โอกาสนี้นะคร้าบ -ได้เรื่อง update journalเลย..ตัวเอ๊ง)

Thank you
soundtrack สุดฮิตของน้องโด้ ที่มาเปิดตัวครั้งแรกกับหนังเรื่องนี้ แต่ไปดังเอามากมาย ตอนพี่ eminem (where r u now,dude?)เอาไป cover ใน stan

( 24 มี.ค. 51)

touch me in the morning

อันที่จริง ได้แรงบันดาลใจการเขียนบันทึกเรื่องนี้มาจาก คุณบี๋ เพื่อนใหม่ ชาว 5 ผู้ส่งเพลง "when you tell me that you love me" มาให้ฟัง (ขอบคุณครับ)

ทำให้นึกถึงเพลง ของป้า Diana Ross หลายๆเพลงที่ชอบ หนึ่งในนั้น คือ touch me in the morning เพลงแรกๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้แกะเพลงของป้าเขามาฟังต่อไปอีกหลายเพลง ต้นเรื่องมาจาก เรื่องสั้นขำๆปนเศร้าเรื่องหนึ่ง ที่เล่าถึงพ่อหนุ่มคนหนึ่ง ที่ตื่นมาตอนเช้า พบกับบ้านที่ว่างเปล่า และพบว่าภรรยาร่วมเตียงเก็บข้าวเก็บของทั้งหมดออกจากบ้านไป ทิ้งไว้ให้แต่แผ่นเสียง เพลง touch me in the morning ให้ฟัง โดยปราศจากคำอธิบายใดๆ

อ่านจบ จำได้ว่า ไปพยายามหาเพลงนี้มาฟังอยู่นาน กว่าจะเจอและพบว่า นอกจากจะพยายามอธิบายถึงการจบความสัมพันธ์กับใครสักคน ที่ไม่ได้รู้สึกต่อกันเหมือนวันเก่าๆแล้ว อย่าง "We don't have tomorrow, But we had yesterday" แล้ว เพลงยังมีประโยคเก๋ๆ ที่เป็นความจริงไว้เตือนใจกันว่า nothin'good's gonna last forever

อันที่จริง ณ ขณะนี้ ถึงเพิ่ง(เริ่ม)เข้าใจโลกจริงๆ ว่า ไม่ใช่เฉพาะ good หรอก ที่จริงแล้ว ทั้ง bad และ good ก็ไม่ last forever เช่นเดียวกันกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ อยู่ที่ ณ ภาวะนั้นๆ เราจะระลึกได้หรือไม่ว่า แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไป ไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์

หรือยังอยากจมอยู่ใน ความรู้สึกทุกข์ หรือสุขนั้นๆ จนมันผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังคงพยายามยึดเอาไว้ ไม่ปล่อยให้จากไป จนเป็นภาระกับใจเราเอง

สำหรับ Version เลือกมา เป็น version คุณปู่ Andy Williams ที่อยู่ใน soundtrack Godfather คะ แทนที่ version ปรกติของ ป้า Ross ที่เป็น เพลงฮิตขึ้นอันดับหนึ่ง Billboard chart ปี 1973 นานถึง 20 สัปดาห์

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลง : http://en.wikipedia.org/wiki/Touch_Me_in_the_Morning

Lyric : http://www.lyricsfreak.com/d/diana+ross/touch+me+in+the+morning_20040409.html">http://www.lyricsfreak.com/d/diana+ross/touch+me+in+the+morning_20040409.html">http://www.lyricsfreak.com/d/diana+ross/touch+me+in+the+morning_20040409.html
( 13 มี.ค. 51)

ข้าวผัดปู

แถวบ้านฉัน มีข้าวผัดปูร้านอร่อยสุดๆ ขายกันตั้งแต่มีอยู่ไม่กี่โต๊ะ ริมฟุตบาท จนเดี๋ยวนี้มีประมาณ 30 -40 โต๊ะ ( แต่ยังอยู่ริมฟุตบาทเหมือนเดิม ) มีที่จอดรถใหญ่โต ข้าวผัดปูสีเหลืองนวล หอมไฟ ไข่ และเนื้อปูเป็นก้อน บีบมะนาวนิดนึง กินกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

หลังจากไปยืนน้ำลายยืด เกาะขอบกระทะ หัวเหม็นน้ำมันอยู่สองสามหน ก็แอบครูพักลักจำ ขมายสูตรข้าวผัดปูมาทำกินที่บ้าน โดยใช้คนที่บ้านเป็นหนูทดลอง ในที่สุดก็ได้สูตรข้าวผัดปูแสนง่ายมาทำกินที่บ้าน ดังนี้

ลำดับแรกที่คุณต้องเตรียมคือ เตาแก๊สไฟแรงๆ อันนี้ถ้าอยู่คอนโด ประเภทไม่ให้ใช้เตาไฟประกอบอาหาร ขอให้ขับรถมากินที่เมืองทอง 1 ต่อไป เพราะข้าวผัด หรืออาหารจีนประเภทผัด เป็นเทคนิคของการใช้ไฟ ถ้าไฟไม่แรง ขาดกลิ่นหอมๆของข้าว หรือ ไข่สุกเหลืองหอมด้วยไฟแรง ก็หมดสิทธิจะได้ข้าวผัดอร่อยๆ แต่จะได้ประเภทแฉะๆ อมน้ำมันแทน

เครื่องปรุงที่คุณต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้
-ข้าวสุก หุงค้างคืนแบบแห้งๆ ประมาณเท่าที่อยากกิน
-ไข่ไก่ สัดส่วนประมาณข้าว 2 จาน ไข่หนึ่งฟอง
-เนื้อปูสด หรือต้มสุกแล้ว ขอแนะนำสำหรับคุณๆพ่อบ้าน แม่บ้านสำเร็จรูป ให้พุ่งไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านท่าน แล้วแวะซื้อเนื้อปูสุกเกะ ยี่ห้อพรานทะเลมาหนึ่งถุง ของเขาสดจริง แถมสะอาดปลอดภัย ( ไม่ได้ค่าโฆษณานะเนี่ย)
-มาการีน หรือ เนย ยิ่งดี
-เกลือ
-ต้นหอม ผักชี สำหรับโรยหน้า มะนาว และนำปลาพริก แตงกวาเครื่องเคียง

เอาละ ทีนี้มาลองทำกันดู
ปาดเอามาการีน หรือเนยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะใส่กระทะ เปิดไฟ ให้เนยละลาย เคล็ดลับของสูตรนี้ อยู่ที่ใช้เนย หรือมาการีนแทนน้ำมัน ผัดข้าวออกมาจะกลิ่นหอมเนยจางๆ ไม่เลี่ยน

พอเนยละลาย ส่งกลิ่นหอม ชวนน้ำลายไหลยืด ให้เปิดไฟแรงสุด มือซ้ายตอกไข่ลงกระทะ ตีไข่ให้แตกเหลือง พอเห็นว่าไข่เริ่มสุก เหลืองๆ กึ่งดิบกึ่งสุก โยนข้าวลงในกระทะ คลุกกับไข่ให้ข้าวมีสีเหลืองนวล คลุกๆ ตีๆให้ข้าวร่วน โรยเกลือเพิ่มรสชาติลงไปหน่อย ผัดไปมาประมาณเริ่มได้กลิ่นหอมข้าว โชยมากรุ่นๆ รีบใส่เนื้อปูลงไป คลุกกับข้าวให้ทั่ว ให้เนื้อปูถูกกับกระทะร้อนๆหรือข้าวร้อนๆไว้หน่อย เดี๋ยวจะพาลท้องเสียง่ายๆ สำหรับพวกธาตุอ่อน

กะประมาณดูว่า เนื้อน้องปูน้อยของเราผ่านความร้อนจนสุกแน่ แต่อย่าผัดนานมากนักละ เดี๋ยวข้าวผัดของคุณจะแข็งเกินไป ไม่อร่อย ปิดไฟ แล้วสาดเอาต้นหอมผักชีหั่นฝอยที่วางๆอยู่ข้างลงๆ กระทะปิดท้าย

แค่นี้ ข้าวผัดปู สีเหลืองนวล ผสมเนื้อปูขาวอวบ เป็นก้อนๆ หอมกรุ่น ผสมกลิ่นเนยจางๆ ก็พร้อมเสิร์ฟ กินกับมะนาวบีบ แตงกวากรอบ

yummy...

( 8 มี.ค. 51)


มีไหม มีไหม

เปิดดูข่าวทีวีวันนี้แล้ว ถึงกับมึนงง

เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนวันนี้กันหนอ ด้านหนึ่ง มีคนตื่นเต้น ติดตามดีใจ กับการที่ใครคนหนึ่ง กำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย

ด้านหนึ่งมีผู้คน หวาดวิตก รังเกียจ และหวั่นเกรงกับคนๆหนึ่งที่กำลังจะเดินทางกลับเมืองไทย เหมือนกัน

นี่มันช่างสุดโต่งทั้งสองข้างจริงๆ

ดูข่าวแล้วเหนื่อยใจ หันมาเปิดฟังซีดีของหลวงพ่อ ปราโมทย์ ปราโมชโช แห่งสวนสันติธรรม แล้วใจชุ่มชื่นขึ้นมา

ฟังหลวงพ่อพูดถึงความสุดโต่งทั้งสองด้าน ด้วยภาษาง่ายๆ ว่า ความสุดโต่งมีอยู่สองข้าง คือ ด้านหนึ่ง คือ พวกหลงไปโลก ทั้งหลาย กับความสุข ความเพลินเพลินยินดี วิ่ไปแสวงหาความสุขต่างๆนานา กับอีกด้านหนึ่ง คือ พวกบังคับกายบังคับใจไว้ ห้ามโน้นนี่เอาไว้ ทั้งจิตใจและกาย เพื่อหวังจะให้พ้นทุกข์

ทั้งสองเส้นทางนั้น ไม่สามารถนำไปเส้นทางแห่งความพ้นออกจากทุกข์ได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกพวก

อันเป็นพวกฉลาด (แต่ไม่เฉลียว) เห็นว่า ทั้งสองเส้นทางนั้น ก็ยังไม่สามารถพ้นจากทุกข์ไปได้ เลยเลือกเอา เส้นทางของการประคองใจให้พ้นจากทุกข์ ให้พ้นจากความเปื้อนแปดทั้งหลาย หรือ พยายามอยู่ให้เหนือโลกไป

ฟังแล้วจิตใจก็แอบเปรียบเทียบกับสังคมปัจจุบันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ในขณะที่เรามีทั้งพวก เรารักทักกี้ กับพวกรังเกียจทุนนิยมสามานย์ ปะทะกันทางความคิดอย่างสุดขั้ว และนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย

กับแอบมีพวก ขอลอยตัวอยู่เหนือโลก เหนือปัญหาต่างๆ ทั้งสองพวกนั้น ดูเหมือนจะแย่พอกัน งั้นเราก็หลีกหนีมันทั้งสองด้าน ขอลอยตัวอยู่ในกำแพงโลกของตัวเอง

ถ้าในทางธรรม พระพุทธเจ้า ได้ค้นพบแล้วว่า เส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่ทั้งสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งไม่ใช่การประคองใจ ให้พ้นจากความปรุงแต่งต่างๆ

แต่เป็นเส้นทางสายกลางแห่งการปฏิบัติ ที่ไม่หลงไป ไม่บังคับไป และด้วยการเข้ามาเรียนรู้ ที่กายและใจของตัวเอง จึงเป็นเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

แล้วทางการเมืองเล่า ........จะมีเส้นทางแบบนี้ไหมหนอ ??

(23 ก.พ. 51 )

Friday, April 25, 2008

เพี้ยน

เธอจ๋า...

ที่จริงฉันแอบหวั่นใจนิดนึง (เท่านั้น) กับหนังเรื่องที่เธออยากจะดู ก็ไอ้เรื่องที่เพิ่งจะได้รางวัลเรื่องนั้นแหละ พี่ๆนักวิจารณ์หนังทั่วฟ้าเมืองไทย ต่างพากันยกย่อง ซาบซึ้ง เพลงประกอบก็ไพเราะ ดั่งบทกวี ออกมาเป็นเพลง นี่ไม่นับพี่ๆ รอบตัวทั้งหลาย ที่พากันมาพูดกรอกหูให้ฟัง แถมยังครองใจ วัยรุ่นเด็กแนว เด็กสยามทั้งหลาย เป็นสาวกของหนังเรื่องนี้ไปหมดแล้ว ถ้าเป็นหุ้น ก็ตลาดแตกไปแล้วแน่

เรื่องของเรื่อง คือ ฉันนะก็เป็นพวกรสนิยมเพี้ยน เธอก็รู้อยู่ มีมากมายหลายครั้งที่ฉันก็เหมือนชาวบ้านทั่วๆไป ที่ถูกปั่นด้วยข้อเขียน หรือข้อมูลต่างๆ ที่(ดันเผลอ)บริโภคเข้าไป เผลอตัววิ่งไปดูหนังระดับกวาดรางวัลมาแล้วทั่วทุกสารทิศ หรือ อ่านบทวิจารณ์หนังแล้วซาบซึ้งตรึงใจ จนอยากวิ่งไปดู หรือ อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่า ฉันไปดูหนังเรื่องนี้แล้วช่างแสนเท่ ติสต์สุด ก็เคยทำมาแล้ว ขอสารภาพแบบเหนียมๆหน่อยเหอะ

แต่นั่นแหละ ฉันก็พบว่า มีหลายๆครั้งที่รสนิยมในการดูหนังของฉัน ช่างเป็นกระแสรอง สวนทางกับมหาชน แล้วแถมยังสวนทางกับพี่นักวิจารณ์ทั้งหลายร่วมด้วยช่วยกันเข้าไปอีก หลายๆเรื่องที่ชาวบ้านเขาชอบๆกัน ฉันดูไปหาวไป แอบดูนาฬิกาไป หรือออกจากโรงมาแบบมึนหัวตึ๊บ และสงสารตัวเองน้ำตาแทบร่วง ที่มาใช้เวลา 120 นาที กับการทรมานตัวเอง

จริงๆ นะเธอ เอาแบบที่นึกๆได้ตอนนี้นี่ก็มีอยู่ 4-5 เรื่องแล้ว ฉันจะไล่ให้เธอดู

1. lust, caution (2007) เพิ่งผ่านโรงมาหมาดๆ ครองใจนักวิจารณ์ และผู้ชม ทั่วไป ฉันก็อุตสาห์ฝ่าฝัน เด็กๆ rca ทั้งหมาย พุ่งไปดู ที่ house rca ( uncensor version ด้วยนะเธอ....เหอๆๆ ) ในคืนวันสิ้นปี

แล้วก็ออกมาในวันปีใหม่แบบเหี่ยวระทม เหมือนโดนรถบดถนน บดซะแบนติดถนน เอ้า...จริงๆนะ พี่ผู้กำกับแกสามารถทำให้ฉันรู้สึกเหมือนนอนอยู่กลางถนน แล้วมีรถบดถนนมาบดทับ อัดบี้แบนเป็นปลาหมึกแห้งแบนแต๋อยู่กลางถนนจริงๆ

ผสมกับไอ้ฉากประเภท"เอากันให้ตาย" (ไม่ใช่แบบหนังบู๊นะ ) แบบอึดอัด ยาวนาน แทบจะหายใจไม่ออก ทำเอาฉันหงิกกลับบ้านในวันแรกของปีเชียว

อ้อ..พี่นักวิจารณ์คนหนึ่ง เขียนไว้ขำๆ ว่า หนังเรื่องนี้ผู้สร้าง ควรขึ้นซับไตเติ้ลคำเตือนไว้ว่า ท่าที่ใช้ในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น กรุณาอย่าเลียนแบบ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และกระดูกสันหลังได้!!!

2. แฟนฉัน (2003) - ไม่อิน ทั้งเพลง ทั้งมุขที่เขาชอบกัน เช่น เล่นกระบี่ไร้เทียมทาน มุขบนรถเมลล์ ฯลฯ แอบเสียดาย ที่ไม่ได้ดู โดราเอมอน ที่เข้าฉายพร้อมๆกันมากกว่า

3. Brokeback Mountain (2005) พี่อั้งลี่เจ้าเก่าอีกแล้ว ถึงแม้หลายๆคนที่ดู จะก้าวผ่านความเป็นหนังชายรักชาย และเห็นว่าเป็นรักแบบ universal ที่สื่อสาร เรื่องรักหนึ่งลึกซึ้งตราตรึงไปชั่วชีวิต สาวๆ และหนุ่มๆทั่วโลก หลั่งนำตาให้กับฉากจบที่ พี่ ennis เปิดเข้าไปดูในห้องของพี่ Jack ที่ตายจากไปแล้ว เอาแจ๊กเก็ตของพี่ jack ขึ้นมาโอบไว้แนบอก ...ฮือ ฮือ ฮือ

แต่ฉันไม่อินด้วยแฮะ.....เพราะมัวแต่แอบไปคิดทุกครั้ง ว่าผู้ชายทั่วไปที่ตูรู้จัก เวลาเขาอยู่กันอย่างเปลี่ยวเหงาสองคน จะเป็นแบบนี้ไหมหนอ (ใครตอบได้ช่วยตอบที) และโทษที สำหรับพี่ เพื่อนชาวเกย์ทั้งหลาย หนูยังไม่อินกับหนังเรื่องโปรดของพี่อ่ะ...

Speechless

ว่าจะอยู่เฉยๆ แล้วเชียว
แต่เห็นแล้วก็อดไม่ได้ ขอเชิญพี่ๆ น้องๆ ที่ยังไม่ได้ดูสัมภาษณ์ของ ทั่นนายกฯ รับชม รับฟัง พณฯ ทั่นให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าว สถานี อัลจาซีรา กรณี 6 ต.ค. ตากใบ กรือเซะ อันอื้อฉาววววววว


http://www.sukiflix.com/35da0b6f6ea37bcf8bcb.video?สมัคร-ยืนยัน-ผมไม่ใช่คนเลว



love/hate relationship

เมื่อหลายวันก่อน น้อง"สองคนในร่างเดียว" สาวน้อยขี้สงสัย ส่งคำถามถามมาทางเอ็มเอสเอ็นมาเป็นชุดหลังจากที่ไม่ค่อยได้คุยกันมาพักใหญ่ หนึ่งในคำถามที่ยังติดค้างไว้ไม่ได้ตอบกันด้วยเวลาไม่พอ และ หาคำตอบที่เหมาะสมในขณะนั้นไม่ได้คือ

หากเรารู้สึกกับคนๆหนึ่งว่า เขามีแรงดึงดูดให้เราต้องวิ่งไปหา อยากคุยด้วย กับทั้งมีแรงผลักที่เวลาคุยก็ต้องทะเลาะกันทุกคราวไป อย่างนี้แปลว่าอย่างไร นี่เป็นประเภท "กรรมสัมพันธ์" เป็นโจทย์ที่ต้องมาเจอกันอีกหรืออย่างไร

หากจะให้ตอบกันแบบง่ายๆ กำปั้นทุบดิน คงต้องตอบน้องว่า "ใช่" เพราะไม่เคยมีเหตุบังเอิญในโลกนี้ คุณไม่สามารถบังเอิญมาเจอคนๆหนึ่งแล้ว เกิดความรู้สึกสนใจ อยากจะสนิทสนมให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อคุยด้วยก็ต้องทะเลาะ เสียความรู้สึก และเสียใจอยู่ร่ำไป แต่อยากจะตัดเขาออกไปจากวงจรชีวิตก็ทำไม่ได้ และไม่เคยทำได้

คำถามที่น่าจะต้องถามต่อ คือ แล้วจะทำอย่างไรดีกับความสัมพันธ์ในลักษณะนี้
ถ้ายังต้องอยู่ในวงจร love/hate relationship แบบนี้อยู่ แล้วจะหลุดออกไปจากวงจรแบบนี้ได้หรือไม่

ถ้าเห็นด้วยว่า ไม่มีเหตุบังเอิญในชีวิต ก็คงต้องถามตัวเองกลับไปว่า เราได้สร้างเหตุอันใดให้ต้องมาเจอกับคนแบบนี้ และสถานการณ์แบบนี้

I had to do something which lead me to meet this guy!!

ไม่ต้องนึกสงสัยย้อนหลังไปไกลถึงภพอื่น ชาติที่แล้วให้ปวดสมอง และยังพิสูจน์กันไม่ได้ เอาเป็นว่า คิดเล่นๆ ย้อนหลังกันดู ตัวเรามีอุปนิสัยอันใดที่เป็นเหตุให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ เคยได้อาละวาด ขัดใจ ทั้งอยู่ในใจ และแสดงออกมา เมื่อมีความคิดเห็นที่ขัดแย้ง หรือเอาง่ายๆ เราได้เคยสร้างเสริมประสบการณ์ทั้งรักทั้งเกลียดแบบนี้ไปให้ใครบ้างไหมในชีวิตที่ผ่านมา

นึกๆๆๆดู..เห็นไหม แค่นี้ยังต้องใช้เวลานึก ไม่ต้องจินตนาการไปถึงชาติอื่นๆเลย

เขาก็แค่เป็นตัวแปรหนึ่งตัวที่ฟิตเข้าไปในสมการที่ตั้งรอท่าไว้สำหรับเราแล้ว ตัวแปรนี้เป็นใครก็ได้ ทีมีคุณลักษณะเข้ากับที่ว่างในสมการของเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นคนๆเดิมที่เราเคยมีปฎิสัมพันธ์มาในอดีตก็ได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรจะค้นหา คงมิใช่ เขาคนนี้ที่เราเจอ เคยมีความเกี่ยวข้องกันมาอย่างไร หรือไม่ ถึงได้กลับมาเจอกันอีก แต่คำถามที่น่าจะต้องรีบตอบให้ได้ก่อน คือ เราได้เคยทำอะไรให้ใครอื่นรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า เหมือนจะปล่อยออก แต่ก็ดึงไว้ เหมือนจะบอกว่าชอบ แต่ก็ปฎิเสธ รู้สึกดีด้วย แต่ก็อาละวาดใส่

ขอให้ลองมองหา "โจทย์" ส่วนตัว ที่มีอยู่ในตัวเองนั่นแหละ คือคำตอบ ที่จะพาตัวเองหลุดออกไปจากความสัมพันธ์แบบนี้ ด้วยการตั้งใจจะไม่ทำแบบเดิมๆอีก
แล้วตั้งใจจะดึงตัวเองไปในทิศทางตรงข้ามให้ได้ เริ่มต้นที่มีความเมตตาเป็นที่ตั้งกับคู่กรณีปัจจุบันของเราก่อน

แล้วถึงเวลานั้น ความสัมพันธ์จะแปรเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน ก็คงได้รู้กัน

แต่อย่างไรก็ตาม ขอพึงระลึกถึงวาทะยอดนิยมของ "(อดีต) คุณสันตินันท์" ที่น้องคงเคยผ่านตามาอยู่บ่อย

"ในระหว่างเส้นทางเดินนั้น หากพบคนที่ควรร่วมทางเดินไปด้วยกัน ก็เดินเป็นเพื่อนกันไป แต่หากไม่พบเพื่อนร่วมทางที่ดี ก็ควรนึกถึงพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า
" เอโก จเร ขักคะ วิสานะ กัปโป-พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด"

อันมีขยายความต่อท้ายว่า เมื่อมีความเกี่ยวข้องกัน ความเยื่อใยก็ย่อมมี ทุกข์ย่อมเกิดมา ผู้เล็งเห็นโทษ ควรเที่ยวไปคนเดียวเหมือนนอแรด

หวังว่า คงได้คำตอบบ้างนะจ๊ะ
Happy Valentine

กฏเหล็กของการเป็นลูกสมุน

กฏเหล็กของการเป็นลูกสมุน

ข้อ 1. เมื่อลูกพี่ว่าอย่างไร ลูกสมุน(น้อยๆ)ทั้งหลาย ต้องพยักตาม ห้ามมีการอื้อหือ ขัดใจ การซักค้านความคิดเห็นของลูกพี่ อันจะทำให้ตกอันดับจากการเป็นลูกสมุนโดยพลัน การไม่เห็นด้วยกับไอเดีย ความคิดเห็นของลูกพี่ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับการเป็นลูกสมุน

ข้อ 2. เมื่อลูกพี่ประสงค์สิ่งใด โดยมิได้แจ้งความประสงค์ล่วงหน้า ลูกสมุนทั้งหลาย จะต้องมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมส่วนบุคคลของตนเอง ให้ตรงกับความต้องการของลูกพี่ได้โดยพลัน

ลูกสมุนจะต้องสามารถหาเหตุผลที่ดี มาประกอบการแจ้งเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆที่ลูกสมุนได้นัดหมายไว้แล้ว เพื่อมิความประสงค์ของลูกพี่ดูด่างพร้อย ด้อยคุณค่าในสายตาบุคคลที่ 3ได้

ข้อ 3. พลาดไม่ได้ ลูกสมุน จะต้องหาโอกาส และวาระในการอวย ลูกพี่ ให้กับบุคคลอื่นๆ รับฟังและรับชมอยู่เป็นเนืองๆ ลูกสมุนชั้นดี จะอวย ลูกพี่ให้กับบุคคลที่ 3 ฟัง โดยไม่ต้องพูดต่อหน้าให้ลูกพี่ได้ยินกับหู แต่การได้ยินจากปากบุคคลที่ 3 มาเล่าให้ฟัง จะทำให้ลูกสมุน มีความสมฐานะในการเป็นลูกสมุนมากขึ้น

หมายเหตุ :บันทึกนี้เป็นเพียงความเห็น และ พฤติกรรมส่วนบุคคลของผู้เขียนบันทึกเท่านั้น มิอาจใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิง กับพฤติกรรมของบุคคลใดๆ อื่นๆได้

คุณธรรมของ"พรหม"


โอ โอ

วันนี้ขับรถมาทำงานพร้อมกับดูข่าว ช่อง 11 ของวันนี้ ที่เป็นวันที่เราจะได้ทราบกันว่า เราจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นใครกันแน่

พลันนั้นก็นึกถึง คุณธรรม สำหรับ "พรหม" หรือ ที่เรียกว่า พรหมวิหาร สี่ ที่ประกอบไปด้วย

เมตตา-ความปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
กรุณา- ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา-ความยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา-การวางใจเป็นกลาง เมื่อได้ทำถึงที่สุด ตามเหตุที่ต้องทำ มิได้ปล่อยปละละเฉย ทั้งตนเอง และผู้อื่น

นางมารอย่างฉัน แทบอยากจะอธิฐานขอกลายร่างเป็นพรหมโดยพลัน เมื่อบรรลุว่า ขืนไม่หัดใช้คุณธรรมของพรหมไว้ให้บ่อย ชีวิตนี้อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าว ทีไร คงต้องเป็นโรคเศร้าซึม หรือ ท้อแท้ หดหู่ในชีวิต

สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามเหตุ และปัจจัยนั่นเอง ดังนั้น ในยุค กระแสโลกร้อน และร้อนกว่า แบบนี้ ถ้าไม่หัดเจริญ( อันที่แปลว่า ปฎิบัติ หรือทำให้เกิดแล้วนะจ๊ะ มิใช่ชื่อพ่อเพื่อน ) พรหมวิหาร 4 ไว้ให้บ่อย คงได้กลายร่างเป็นนางมารแบบถาวรไปแน่แท้

ธรรมสวัสดี สำหรับวันนี้....

คม คม จากหนัง (2)

Vengeance is a lazy form of grief.

Everyone who loses somebody wants revenge, on God if they can't find anyone else.

But in Africa, in Matobo, the Ku believe that the only way to end grief is to save a life.
If someone is murdered, a year of mourning ends with a ritual that we call the Drowning Man Trial.

There's an all-night party beside a river. At dawn, the killer is put in a boat.
He's taken out on the water and he's dropped. He's bound so that he can't swim.

The family of the dead then has to choose. They can let him drown or they can save him.
The Ku believe that if the family lets the killer drown, they'll have justice but spend the rest
of their lives in mourning.

But if they save him, if they admit that life isn't always just... that very act can take away their sorrow.

Sylvie Broom- "Interpreter "(2005)

เรื่องเล่าผ่านคำพูด คำพูดแปลความรู้สึก

คม คม จากหนัง

"We mortals have many weaknesses; we feel too much, hurt too much or too soon we die, but we do have the chance of love."

" Do we ? "

Elizabeth : The Golden Age
(แปลชื่อเป็นไทย : อลิซาเบธ : วัยทอง )

PILOK Mine

ใครจะนึกว่า เส้นทางที่ขับรถผ่านไป ผ่านมาเป็นประจำ จะมีสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจขนาดนี้

ฉันหมายถึง เส้นทางกาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ ที่ได้เคยใช้เวลาขับรถไปมาอยู่แทบจะทุกสัปดาห์ในระยะหนึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็คิดว่า รู้จักเส้นทางแถบนี้ดีพอสมควร แต่แล้ว วันหนึ่งฉันก็เหลือบไปเห็นป้าย เหมืองปิล็อก 80 ก.ม. ก็ให้รู้สึกว่า ชื่อมันดูน่าสนใจจัง ลองขับเข้าไปดูคงไม่น่าลำบากอะไร

ใครจะนึกว่า เป็น 80 ก.ม. อันแสนจะสุดอัศจรรย์ ยังกับหลงเข้าไปอยู่ในเพชรพระอุมา หรือล่องป่า ที่เคยอ่านตอนเด็กๆ ภูเขาซ้อนภูเขา ต้นไม้เขียวเป็นแนวแน่น เส้นทางก็ลดเลี้ยวไปจนเหนื่อย

เมื่อพ้นจากเส้นทางอันวกวน มาเจอหมู่บ้านในที่สุด บรรยากาศยิ่งเหมือนกับในนิยายเที่ยวป่าผจญภัย หมู่บ้านเก่าแก่ทีเคยมีอดีตอันรุ่งเรือง สมัยที่ผู้คนมาทำเหมืองแร่ บัดนี้เหลือแต่ร่องรอยของความคึกคักในอดีต ขึ้นไปยืนอยู่บนแนวเขา มองข้ามไปก็จะเห็นแนวฝั่งเขาของประเทศเพื่อนบ้าน ( แอบคิดถึงเพลงใกล้ตา ไกลตีน..อืมม์ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ) เขาว่ากันว่า ถ้าอากาศดีๆ เราสามารถมองออกไปเห็นถึงทะเลอันดามันได้เชียว พูดไปใครคงงง

มองเห็นทะเลอันดามันจากจังหวัดกาญจนบุรี

ที่น่ารักมากมาก คือ อุทยานแห่งชาติ ทองผาภูมิ ขอสารภาพว่า จริงๆ แล้ว ฉันเป็นมนุษย์ทะเล คือ สามารถโดดลงทะเลได้อยู่ตลอดเวลา และ มีชีวิตกินๆ นอนๆ อยู่แถวทะเลได้โดยไม่บ่น แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมชาติ และบ้านพักริมขอบผา ของอุทยานฯ ก็แอบขโมยใจฉันไปเต็มๆ

ลองนึกดูสิว่า ตื่นเช้ามานั่งกินกาแฟ หอมกรุ่น ที่ริมระเบียงที่ยื่นออกไปในอากาศ สุดสายตาเป็นหุบเขาซ้อนหุบเขา สีเขียวแน่นขนัด ไร้มลภาวะใดๆ

อืมม์ ..ครั้งหน้า เราเจอกันแน่...ฝากไว้ก่อนเถอะ

Traveller's tip : no matter how far you travel, you can never get away from yourself.